สึซึมิยะ ฮารุฮิ

Standard

250px-Haruhi_Calendar_2007

สึซึมิยะ ฮารุฮิ (ญี่ปุ่น: 涼宮ハルヒ Suzumiya Haruhi ?) เป็นชื่อเรียกนิยายชุดหนึ่ง แต่งโดย นาการุ ทานิกาวะ และวาดภาพประกอบโดย โนอิจิ อิโต ลงตีพิมพ์ในนิตยสารสนีกเกอร์ส ในประเทศญี่ปุ่น นิยายชุด สึซึมิยะ ฮารุฮิ ได้รับการดัดแปลงเป็นมังงะลงตีพิมพ์ในนิตยสารโชเน็นเอซ จากนั้นได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์การ์ตูนออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ชิบะ ในปี พ.ศ. 2549 และนำมาฉายซ้ำพร้อมกับฉายตอนที่เพิ่มเข้ามาใหม่ในปี พ.ศ. 2552 นอกจากนี้ยังถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์การ์ตูนตอนยาวออกฉายในปี พ.ศ. 2553

เนื้อเรื่อง

สึซึมิยะ ฮารุฮิ เป็นนักเรียนหญิงชั้นมัธยมปีที่ 4 ผู้ที่มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆรอบตัวจากจิตใต้สำนึกได้โดยที่เธอไม่รู้ตัว เธอได้ก่อตั้งชมรมที่เรียกว่า “หน่วยเอสโอเอส” (SOS dan) ย่อมาจาก “Sekai wo Ooini moriagerutame no Suzumiya Haruhi no dan” แปลว่า “หน่วยของสึซึมิยะ ฮารุฮิ เพื่อทำให้โลกนี้สนุกสนานครื้นเครงยิ่งขึ้น” โดยมีจุดประสงค์เพื่อค้นหาปรากฏการณ์ประหลาดเหนือธรรมชาติ, มนุษย์ต่างดาว, ผู้เดินทางข้ามกาลเวลา, มนุษย์ต่างมิติ และผู้มีพลังพิเศษ ฮารุฮิได้บังคับเคียวน์ เพื่อนร่วมชั้น(ผู้เล่าเรื่อง) และสมาชิกอีกสามคน ได้แก่ หนอนหนังสือไร้อารมณ์ นางาโตะ ยูกิ, สาวน้อยขี้อาย อาซาฮินะ มิคุรุ และ นักเรียนอารมณ์ดีที่ย้ายเข้ามาใหม่ โคอิซึมิ อิซึกิ เข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม หลังจากนั้นทั้งสามได้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงแก่เคียวน์ ว่าไม่ได้เป็นมนุษย์ธรรมดาแต่เป็นกลุ่มที่ฮารุฮิกำลังค้นหาอยู่ นั่นคือ มนุษย์ต่างดาว, ผู้เดินทางข้ามกาลเวลา และผู้มีพลังพิเศษ ซึ่งถูกส่งมาจากองค์กรลึกลับต่างๆเพื่อศึกษาสามารถพิเศษของฮารุฮิและยับยั้งฮารุฮิจากการเปลี่ยนแปลงโลกโดยไม่รู้ตัว โดยพยายามทำให้เธอใช้ชีวิตอยู่อย่างคนปกติ

ตัวละคร

สื่อต่างๆ

นิยาย

ดูบทความหลักที่ สึซึมิยะ ฮารุฮิ (นิยาย)

แต่งโดย นาการุ ทานิกาวะ และวาดภาพประกอบโดย โนอิจิ อิโต ซึ่งวางจำหน่ายในรูปแบบนิยายยาวและรวมเรื่องสั้น โดยเรื่องสั้นนั้น ตีพิมพ์ลงใน The Sneaker ของ สำนักพิมพ์ คาโดคาว่าโชเท็น ในประเทศญี่ปุ่น สำหรับลิขสิทธิ์ของนิยายในต่างประเทศได้แก่ ใน ไต้หวันฮ่องกง และ จีน ลิขสิทธิ์โดย Kadokawa Media, ในเกาหลีใต้ลิขสิทธิ์โดย Daiwon CI, ในสหรัฐอเมริกาลิขสิทธิ์โดย Little, BrownBooks for Young Readers and Yen Press [2] และในประเทศไทย ลิขสิทธิ์โดย สำนักพิมพ์บงกช พับลิชชิ่ง

มังงะ

สำหรับมังงะของสึซึมิยะ ฮารุฮิ นั้นมี 2 แบบ โดยแบบแรก วาดโดย มิซึโนะ มาโคโตะ โดยตีพิมพ์ลงใน Shōnen Ace ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2547 เนื้อเรื่องในมังงะนี้ แตกต่างจากต้นฉบับที่เป็นไลท์โนเวลอย่างมาก และออกฉบับรวมเล่มได้ 1 เล่ม ต่อมา มังงะแบบที่ 2 วาดโดย กาคุ สึงาโนะ เริ่มตีพิมพ์ตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 และปัจจุบันยังคงตีพิมพ์อยู่ ออกฉบับรวมเล่มได้ 11 เล่ม

สำหรับมังงะแบบการ์ตูนสี่ช่อง ใช้ชื่อว่า สึซึมิยะ ฮารุฮิจัง (The Melancholy of Haruhi Suzumiya-chan) วาดโดย Puyo โดยเริ่มตีพิมพ์ลงใน Shōnen Ace ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 และในThe Sneaker ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2550 และฉบับรวมเล่มเล่มแรกวางจำหน่ายวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 เล่มสองวางจำหน่ายวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2551 และมังงะแบบการ์ตูนสี่ช่อง ลิขสิทธิ์ในประเทศไทยโดย บงกช พับลิชชิ่ง ส่วนมังงะการ์ตูนสี่ช่อง อื่นๆ ได้แก่ Nyoro~n Churuya-san วาดโดย Eretto (อูทสึระ อูราระกะ) โดยต้นฉบับเดิมมาจากโดจินชิ วางจำหน่ายทั้งหมดสามเล่ม (วางจำหน่ายเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2549กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550, และ ตุลาคม พ.ศ. 2550) ก่อนที่จะตีพิมพ์ลงใน Comp Ace ในเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2551[3][4] และ การหายตัวไปของนางาโตะ ยูกิจัง (ญี่ปุ่น: 長門有希ちゃんの消失 Nagato Yuki-chan no Shōshitsu The Vanishing of Nagato Yuki chan ?) วาดโดย Puyo โดยเริ่มตีพิมพ์ลงใน Young Ace ของสำนักพิมพ์ Kadokawa Shoten ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2552[5]

อะนิเมะ

ภาพยนตร์

ในตอนท้ายของตอน Someday in the rain ของอะนิเมะที่นำมาฉายใหม่ ได้มี ทีเซอร์ ประกาศเกี่ยวกับภาพยนตร์อะนิเมะของสึซึมิยะ ฮารุฮิ ใหม่ โดยใช้ชื่อว่า การหายตัวไปของสึซึมิยะ ฮารุฮิ (ญี่ปุ่น: 涼宮ハルヒの消失 Suzumiya Haruhi no Shōshitsu ‘The Disappearance of Haruhi Suzumiya ?) โดยมาจากนิยายเล่มที่ 4 ฉายในโรงภาพยนตร์ที่ญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553[6]

ออดิโอดรามา

ในชุด เรดิโอดรามา นั้นวางจำหน่ายทั้งหมด 3 ชุดโดยในชุดแรกใช้ชื่อว่า SOS Dan Radio Shibu Bangai Hen CD Vol.1 วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 โดย แลนติส ชุดที่สอง วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2549 และชุดที่สาม วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ส่วนดรามาซีดีใช้ชื่อว่า Sound Around วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2550 โดย แลนติส

วิดีโอเกม

สำหรับเกมของ สึซึมิยะ ฮารุฮิ นั้นมีอยู่ด้วยกัน 5 เกม เกมแรกคือ คำสัญญาของสึซึมิยะ ฮารุฮิ (ญี่ปุ่น: 涼宮ハルヒの約束 Suzumiya Haruhi no Yakusoku The Promise of Haruhi Suzumiya ?[7]พัฒนาโดย Namco Bandai Games วางจำหน่ายลงบนเครื่อง เพลย์สเตชันพอร์เทเบิล เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2550 เกมที่สองคือ ความสับสนของสึซึมิยะ ฮารุฮิ (ญี่ปุ่น: 涼宮ハルヒの戸惑 Suzumiya Haruhi no Tomadoi The Perplexity of Haruhi Suzumiya ?) .[8][9] พัฒนาโดย Banpresto วางจำหน่ายลงบนเครื่อง เพลย์สเตชัน 2 เมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2551 และมียอดขายวิดีโอเกมในญี่ปุ่นอันดับที่ 95 ประจำปี พ.ศ. 2551 ด้วย โดยยอดขายรวมทั้งหมด 139,425 ชุด[10] เกมที่สามคือ จังหวะเร้าใจของสึซึมิยะ ฮารุฮิ (ญี่ปุ่น: 涼宮ハルヒの激動 Suzumiya Haruhi no Gekidō The Excitement of Haruhi Suzumiya ?) พัฒนาโดย Kadokawa Shoten วางจำหน่ายลงบนเครื่อง วี เมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2552[11][12] เกมที่สี่คือ โลกคู่ขนานของสึซึมิยะ ฮารุฮิ (ญี่ปุ่น: 涼宮ハルヒの並列 Suzumiya Haruhi no Heiretsu The Parallel of Haruhi Suzumiya ?) วางจำหน่ายลงบนเครื่อง วี เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2552[13][14] และเกมที่ห้าคือ ลำดับของสึซึมิยะ ฮารุฮิ (ญี่ปุ่น: 涼宮ハルヒの直列 Suzumiya Haruhi no Chokuretsu The Series of Haruhi Suzumiya ?) วางจำหน่ายลงบนเครื่อง นินเทนโด ดีเอส เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2552[15] โดย 2 เกมหลังนี้พัฒนาโดย Sega, ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ทางคาโดคาว่า โชเต็น ได้วางจำหน่ายเกม The Day of Sagittarius III ลงใน App Store ของ Apple[16]

รางวัลและความนิยม

  • รางวัลอะนิเมะประเภท TV Series ยอดเยี่ยม จากงาน Tokyo International Anime Fair (TAF) 2007
  • รางวัลอะนิเมะทีวีซีรีส์ยอดเยี่ยมและเพลงประกอบยอดเยี่ยม จากงาน Animation Kobe ครั้งที่ 11 ปี 2006
  • ผลโหวตอะนิเมะยอดเยี่ยมจากนิตยสาร Newtype ปี 2006
  • อะนิเมะยอดเยี่ยมจากนิตยสาร Animedia ฉบับปี 2007
  • อันดับ 4 จากผลโหวตออนไลน์อะนิเมะยอดนิยม จากช่องทีวี TV Asahi ปี 2006
  • อันดับ 22 จากผลโหวตอะนิเมะชันยอดนิยมตลอดกาล จากงานนิทรรศการ Japan Media Arts Festival ปี 2006 (จัดอันดับ 25 ใน 4 สาขา เพื่อนำไปจัดแสดงที่หอศิลป์)
  • ผลโหวต Anime Grand-Prix จากนิตยสาร Animage ครั้งที่ 29 ปี 2007
    • เรื่องยอดนิยมอันดับ 3
    • ตัวละครชายยอดนิยม เคียวน์ ได้อันดับ 3
    • ดาราหญิงยอดนิยม สึซึมิยะ ฮารุฮิ อันดับ 2, นากาโตะ ยูกิ อันดับ 9, อาซาฮินะ มิคุรุ อันดับ 15, ซึรุยะ อันดับ 45
    • Episode ยอดนิยม : อันดับ 3 ตอน 12 (Live a Live) , อันดับ 10 ตอน 1 (Mikuru Episode 00) , อันดับ 12 ตอน 9 (Someday in the rain) , อันดับ 15 ตอน 11 (Day of Sagittarius) , อันดับ 16 ตอน 14 (Suzumiya Haruhi VI) , อันดับ 49 ตอน 2 (Suzumiya Haruhi I) , อันดับ 51 ตอน 4 (Boredom of Suzumiya Haruhi)
  • อายะ ฮิราโนะ (ผู้พากย์ สึซึมิยะ ฮารุฮิ) ได้รับรางวัลนักพากย์หน้าใหม่ยอดเยี่ยม จากงาน Seiyuu Awards ครั้งที่ 1 ปี 2006, ได้รับรางวัลนักพากย์ยอดเยี่ยมจากงาน TAF 2007 และอันดับ 4 จากนิตยสาร Animage
  • ยูโกะ โกโต้ (ผู้พากย์ อาซาฮินะ มิคุรุ) นักพากย์ตัวละครสมทบฝ่ายหญิงดีเด่น จากงาน Seiyuu Awards ครั้งที่ 1 ปี 2006

อันดับความนิยมในการจำหน่ายสินค้า

  • ช่วงที่อะนิเมะฉาย 3 เดือน มี Clip ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ มากกว่า 2,000 Clip ใน Youtube ถือว่าเป็นสถิติปริมาณ Clip จากอะนิเมะที่สูงมากในช่วงเวลาสั้นๆ
  • ช่วงที่อะนิเมะฉาย 3 เดือน นิยายซีรีส์ Suzumiya Haruhi ติดอันดับ Best Seller และติด Top 10 ทั้ง 8 เล่ม (เล่ม 8 เพิ่งจำหน่าย ตอนพฤษภาคม) จากเว็บ Amazon ของญี่ปุ่น[17]
  • อันดับ DVD ขายดีที่สุดในปี 2006 จากผลสำรวจของร้านหนังสือ Dengeki Maoh ร่วมกับร้าน Toranoana และ Animate
  • เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2007 ยอดขายซิงเกิล God Knows (เพลงประกอบตอน 12 Live A Live) อยู่ที่ 100,426 แผ่น

โดเรม่อน

Standard

DRMN_01

โดราเอมอน (ญี่ปุ่น: ドラえもん Dora’emon โดะระเอะมง ?) หรือ โดเรมอน เป็น การ์ตูนญี่ปุ่น แต่งโดย ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ เรื่องราวของหุ่นยนต์แมวหูด้วน ชื่อ โดราเอมอน โดยฟูจิโกะ ฟูจิโอะ ได้กล่าวว่าโดราเอมอนเกิดวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 2112 (พ.ศ. 2655) มาจากอนาคตเพื่อกลับมาช่วยเหลือโนบิตะ เด็กประถมจอมขี้เกียจด้วยของวิเศษจากอนาคต โดราเอมอนเริ่มตีพิมพ์ครั้งแรกในญี่ปุ่นเมื่อเดือนมกราคมพ.ศ. 2513 โดยสำนักพิมพ์โชงะกุกัง[3][4] โดยมีจำนวนตอนทั้งหมด 1,344 ตอน[5] ต่อมาในวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2540 โดราเอมอนได้รับรางวัล Tezuka Osamu Cultural Prize ครั้งที่ 1 ในสาขาการ์ตูนดีเด่น[6] อีกทั้งยังได้รับเลือกจากนิตยสารไทม์เอเชีย ให้เป็นหนึ่งในวีรบุรุษของทวีปเอเชีย จากประเทศญี่ปุ่น[7] จากนั้นในวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2551 โดราเอมอนก็ได้รับเลือกให้เป็นทูตสันถวไมตรีเพื่อการประชาสัมพันธ์วัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น[8] นอกจากนี้บริษัทบันได ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าการ์ตูนที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น ยังได้ผลิตหุ่นยนต์โดราเอมอนของจริงขึ้นมาในชื่อว่า “My โดราเอมอน” โดยออกวางจำหน่ายครั้งแรกในวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2552[9]

ในประเทศไทย โดราเอมอนฉบับหนังสือการ์ตูนมีการตีพิมพ์โดยหลายสำนักพิมพ์ในช่วงก่อนที่จะมีลิขสิทธิ์การ์ตูน[10][11] แต่ปัจจุบัน สำนักพิมพ์เนชั่น เอ็ดดูเทนเมนท์ เป็นผู้ได้รับลิขสิทธิ์ในการจัดพิมพ์แต่เพียงผู้เดียว ส่วนฉบับอะนิเมะ ออกอากาศทางช่อง 9 อ.ส.ม.ท. หรือโมเดิร์นไนน์ทีวี ในปัจจุบัน และวางจำหน่ายในรูปแบบวีซีดี-ดีวีดี ลิขสิทธิ์โดยบริษัทโรส วิดีโอ[12]

โครงเรื่อง

เนื้อเรื่องส่วนมากจะเกี่ยวกับปัญหาของโนบิตะเด็กชายชั้น ป.4 ที่มักถูกเพื่อนๆ แกล้ง (แต่บ่อยครั้งก็เป็นฝ่ายหาเรื่องใส่ตัวเอง) ไม่ค่อยชอบทำการบ้าน, อ่านหนังสือ และไปโรงเรียนสายบ่อย ๆ โดยมีเพื่อนที่เป็นตัวละครสำคัญในเรื่องคือโดราเอมอน (โนบิตะทำอะไรไม่ค่อยเป็น ต้องพึ่งโดราเอมอนแทบทุกอย่าง) หุ่นยนต์แมวจากอนาคตที่คอยดูแลช่วยเหลือโนบิตะตลอดเวลาด้วยของวิเศษจากอนาคต ไจแอนท์เด็กที่ดูเป็นอันธพาล แต่ที่จริงเป็นคนอารมณ์อ่อนไหวและรักการร้องเพลง ซูเนโอะผู้มีฐานะทางบ้านดีที่สุดในกลุ่ม มีนิสัยชอบคุยโม้ เป็นคู่หูกับไจแอนท์ที่คอยกลั่นแกล้งโนบิตะอยู่ตลอด เดคิสุงิ เป็นเด็กเรียนเก่ง นิสัยดี รักความถูกต้อง มีน้ำใจ แต่ไม่ค่อยมีบทบาทมากนัก ชิซุกะผู้หญิงเพียงคนเดียวในกลุ่มเป็นเด็กเรียนดีชอบช่วยเหลือผู้อื่น เป็นเด็กสาวที่โนบิตะหลงรัก ในอนาคตก็ได้มาเป็นเจ้าสาวของโนบิตะด้วย ไจโกะน้องสาวของไจแอนท์ไม่ค่อยมีบทบาทมากนัก ตัวละครสำคัญนอกจากนี้ก็มีโดเรมี หุ่นยนต์แมวที่มีกระเป๋ามิติที่ 4 และของวิเศษ (แต่จะออกน่ารักๆ ดูเป็นแบบผู้หญิงมากกว่า) เช่นเดียวกับโดราเอมอนผู้เป็นพี่ชาย และคุณพ่อและแม่ของโนบิตะ ซึ่งแม่ดูจะมีบทบาทในเรื่องมากกว่าพ่อ

แม้ว่าโนบิตะ ไจแอนท์ ซูเนโอะ และคนอื่นจะดูเหมือนมีปัญหากันบ่อยแต่ลึกแล้วก็รักและช่วยเหลือกันดี จะเห็นได้จากตอนพิเศษต่างๆ ที่เด็กกลุ่มนี้ต้องออกไปผจญภัย (บางทีก็นอกโลก ใต้ทะเล หรือว่ายุคไดโนเสาร์)

ประวัติและที่มาของโดราเอมอน

การ์ตูนโดราเอมอน ได้รับแรงบันดาลใจเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) เนื่องจากนักวาดการ์ตูนทั้ง 2 ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ ได้ลงโฆษณาการ์ตูนเรื่องใหม่ของเขาทั้งสองไว้ว่าจะมีตัวเอกที่ออกมาจากลิ้นชัก ในนิตยสารการ์ตูนฉบับต้อนรับปีใหม่ ที่จะมาแทนการ์ตูน เจ้าชายจอมเปิ่น[4] แต่ในความจริงแล้วทั้งสองยังไม่มีไอเดียเกี่ยวกับการ์ตูนเรื่องนี้แม้แต่น้อยเลย เมื่อใกล้ถึงเวลาส่งต้นฉบับก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้กับทั้งสองเป็นอย่างมาก

ฮิโรชิ ฟุจิโมโตะ หนึ่งในนักวาดการ์ตูน ได้เผอิญเห็นแมวจรจัดที่มักแอบเข้ามาเล่นที่บ้านของตนเองเป็นประจำ เขามักจะชอบจับแมวตัวนี้มาหาหมัด จนเวลาล่วงเลยมาถึง 4.00 น. ก็ยังไม่มีไอเดียเกี่ยวกับการ์ตูนเรื่องใหม่ ทำให้ฮิโรชิโมโหตัวเองเป็นอย่างมาก และคิดเลยเถิดไปว่าโลกนี้น่าจะมีไทม์แมชชีน เพื่อย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีต หลังจากนั้นฮิโรชิได้เผลอหลับไปด้วยความอ่อนล้า เมื่อเขาสะดุ้งตื่นขึ้นมา ทำให้เขาตกใจว่าตนเองเผลอหลับไป จึงรีบวิ่งลงจากบันไดบ้านไปสะดุดกับตุ๊กตาล้มลุกญี่ปุ่นของลูกสาวที่ตกอยู่บนพื้น[4]

เหตุนี้เองทำให้ฮิโรชิเกิดไอเดียขึ้นโดยนำหน้าแมวจรจัดมาผสมกับตุ๊กตาญี่ปุ่น สร้างออกมาเป็นตัวละครหุ่นยนต์แมวจากอนาคตคอยช่วยเหลือเด็กชายที่แสนจะไม่ได้เรื่อง และตั้งชื่อว่า โดราเอมอน เป็นคำผสมระหว่าง “โดราเนโกะ” กับ “เอมอน” ในภาษาญี่ปุ่น โดราเนโกะนั้นแปลว่าแมวหลงทาง ส่วนคำว่า “เอมอน” เป็นคำเรียกต่อท้ายชื่อของเด็กชายในสมัยก่อนของประเทศญี่ปุ่น และได้เปิดตัวในปีเดียวกัน เริ่มตีพิมพ์ในนิตรยสารโยะอิโกะ, นิตรยสารโยชิเอ็ง และนิตยสารเพื่อการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 1 – 4 (เดือนมกราคม ค.ศ. 1970)[4]

การ์ตูนโดราเอมอน ลงตีพิมพ์พร้อมกันในนิตยสาร 6 ฉบับคือ นิตรยสารโยะอิโกะ, นิตรยสารโยชิเอ็ง, นิตรยสารโชงะกุอิชิเน็นเซ (นิตยสารเพื่อการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 1), นิตรยสารโชงะกุนิเน็นเซ(นิตยสารเพื่อการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 2), นิตยสารโชงะกุซังเน็นเซ (นิตยสารเพื่อการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 3) และนิตยสารโชงะกุโยเน็นเซ โดยมีทั้งหมด 1,344 ตอน[13] โดยเขียนให้เหมาะกับผู้อ่านแต่ละระดับอายุ ซึ่งการ์ตูนได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก[4]

และในวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2540 โดราเอมอนได้รับ รางวัลเท็ตซึกะ โอซามุ เป็นการ์ตูนดีเด่น

รายชื่อตัวละคร

ดูตัวละครทั้งหมดที่ ตัวละครในโดราเอมอน

ในการ์ตูนเรื่องโดราเอมอน เป็นเรื่องราวของกลุ่มเพื่อนในวัยเด็ก 4 คน และมีหุ่นยนต์แมวจากอนาคตเป็นตัวละครหลักดังนี้

โดราเอมอน
Doraemon former.jpg
หุ่นยนต์แมวจากอนาคตกลับมาช่วยเหลือโนบิตะ โดยเซวาชิผู้เป็นเหลนของโนบิตะเป็นผู้ส่งมา กลัวหนูมาก เพราะเคยโดนหนูแทะหูจนต้องตัดหูทิ้ง ชอบกินโดรายากิเนื่องจากตอนที่อยู่โลกอนาคตยังไม่มาหาโนบิตะโดราเอมอนได้รับโดรายากิกับแมวผู้หญิงตัวนึงซึ่งน่ารักมากโดราเอมอนจึงชอบเป็นพิเศษ จะมีอารมณ์โกรธทันทีเมื่อมีใครเรียกเขาว่า “แรคคูน” หรือ “ทานุกิ” (พากย์เสียงภาษาไทยโดย ฉันทนา ธาราจันทร์[14])
โนบิตะ (โนบิ โนบิตะ)
Ch-nobita.gif
เด็กชายที่ไม่เอาไหน ทั้งเรื่องการเรียน กีฬา นิสัยขี้เกียจ และชอบนอนกลางวัน สอบก็ได้ 0 คะแนนทุกครั้ง แต่ก็มีความสามารถด้านยิงปืนและพันด้ายและเป็นคนมีน้ำใจ ชอบชิซุกะมานาน และมักถูกไจแอนท์กับซึเนะโอะแกล้งประจำ แต่ก็เปลี่ยนเป็นคนละคนเมื่อโดราเอมอนไม่ได้อยู่กับเขาแล้ว จะมีอารมณ์ไม่พอใจเมื่อเดคิสุงิอยู่ใกล้กับซิซุกะ เพราะคิดว่าซิซุกะแอบชอบเดคิสุงิ แต่ถึงอย่างไรตอนอนาคตก็ได้แต่งงานกับโนบิตะอยู่ดี (พากย์เสียงภาษาไทยโดย ศันสนีย์ วัฒนานุกูล)
ชิซุกะ (มินาโมโต้ ชิซุกะ)
Ch-shizuka.gif
เด็กสาวน้ำใจดี เป็นที่รักของทุกคน ชอบการอาบน้ำเป็นอย่างมากและชอบเล่นเปียโน เป็นเด็กสาวที่โนบิตะแอบชอบ และชอบกินสปาเก็ตตี้และมันเผาเป็นพิเศษ อนาคตเธอก็ได้แต่งงานกับโนบิตะ (พากย์เสียงภาษาไทยโดย ศรีอาภา เรือนนาค[16])
ซูเนโอะ (โฮเนคาวะ ซึเนะโอะ)
Pirun.gif
เด็กขี้อวดประจำโรงเรียน ฐานะดี และเป็นเพื่อนซี้กับไจแอนท์ ผู้มีฐานะทางบ้านดีที่สุดในกลุ่ม มีนิสัยชอบคุยโม้ ชอบพูดยกยอ และขี้ประจบ ชอบเอาของมาอวดให้พวกๆอิจฉาแต่ก็พร้อมที่จะเจออันตรายกับพวกเพื่อนๆได้ในตอนที่เป็นภาพยนตร์ มักจะวางแผนกับไจแอนท์เพื่อแกล้งโนบิตะ (พากย์เสียงภาษาไทยโดย อรุณี นันทิวาส[17])
ไจแอนท์ (โกดะ ทาเคชิ)
Ch-gian.gif
เด็กอ้วน หัวโจกประจำกลุ่ม ชอบแกล้งโนบิตะเป็นประจำ แต่ก็มีหลายครั้งที่แสดงความผูกพันกับโนบิตะ (อยากขอร้องให้ช่วย) ฝันอยากจะเป็นนักร้องแต่เสียงไม่เอาไหน แต่บางครั้งเสียงไม่เอาไหนของเขาก็ช่วยทำให้สถานการณ์ที่คับขันให้คลี่คลายได้ เพราะคงไม่มีใครคนไหนที่สามารถทนเสียงของเขาได้ และเป็นคนที่รักเพื่อนพ้องมาก (พากย์เสียงภาษาไทยโดย นิรันดร์ บุญยรัตพันธุ์[18])
โดเรมี
Ch-doremi.gif
หุ่นยนต์แมวจากอนาคต เป็นน้องสาวของโดราเอมอนสวยน่ารัก แต่ประสิทธิภาพสูงกว่าโดราเอมอนทุกด้านเช่น ความรู้ วิธีใช้ของวิเศษ อาศัยอยู่ที่โลกศตวรรษที่ 22 ไม่ค่อยปรากฏตัวให้พบเห็น จะปรากฏตัวเมื่อโดราเอมอนเรียกขอความช่วยเหลือ หรือ สถานการณ์ที่โดราเอมอนไม่สามารถควบคุมได้ บางครั้งก็มาช่วยเหลือโนบิตะตอนที่โดราเอมอนไม่อยู่ (พากย์เสียงภาษาไทยโดย อรุณี นันทิวาส)

สื่อ

ดูบทความหลักที่ รายชื่อสื่อโดราเอมอน

มังงะ

Wiki letter w.svg ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มเติมข้อมูลในส่วนนี้ได้

อะนิเมะ

สัญลักษณ์ของโดราเอมอน

โดราเอมอนฉบับการ์ตูนทีวีเป็นภาพยนตร์การ์ตูนชุดสัญชาติญี่ปุ่น (อะนิเมะ) โดยสร้างขึ้นเพื่อออกอากาศทางโทรทัศน์ ในประเทศญี่ปุ่นเริ่มในปี พ.ศ. 2516 โดยนิปปอนเทเลวิชัน[19][20] และต่อมาปี พ.ศ. 2522 ทีวีอาซาฮี นำมาออกอากาศต่อ[21] สำหรับในประเทศไทยเริ่มออกกาศครั้งแรกในปี พ.ศ. 2525 ทางช่อง 9 อ.ส.ม.ท. จากนั้นก็ได้มีการนำมาออกอากาศเป็นระยะๆ ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

ภาพยนตร์ และโดราเอมอนตอนพิเศษ

ดูบทความหลักที่ โดราเอมอนฉบับภาพยนตร์

โดราเอมอนฉบับภาพยนตร์ เป็นอะนิเมะตอนพิเศษ ซึ่งมีการจัดทำขึ้นเป็นภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องยาว และหนังสือการ์ตูน โดยเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 1980 (พ.ศ. 2523) เป็นปีแรกที่มีการสร้างฉบับภาพยนตร์ชื่อตอนว่า ตะลุยแดนไดโนเสาร์ และมีการสร้างตอนพิเศษเรื่อยมาทุกปี ทั้งนี้ในปีพ.ศ. 2548 เป็นปีครบรอบ 25 ปีของการฉายโดราเอมอนฉบับภาพยนตร์ นอกจากนั้นยังมีการสร้างภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องนี้ออกมาเป็นตอนพิเศษอีกด้วย โดยมีวีซีดีออกมาครบแล้ว 30 แผ่น 30 ตอน และมีการนำตอนเก่ามาสร้างใหม่ตั้งแต่ พ.ศ. 2549 เป็นต้นมา

แขนกล คนแปรธาตุ

Standard

250px-Fullmetal123

แขนกล คนแปรธาตุ (ญี่ปุ่น: 鋼の錬金術師 Hagane no Renkinjutsushi ?) หรือ ฟูลเมทัลอัลเคมิสต์ (Fullmetal Alchemist) เป็นการ์ตูนและแอนิเมชัน โดยมีต้นแบบจากหนังสือการ์ตูนเขียนโดย ฮิโรมุ อาราคาวะ แปลและตีพิมพ์เป็นภาคภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์คอมิกส์ ได้มีการทำเป็นแอนิเมชัน ฉายทางทีวี 51 ตอนจบ ลิขสิทธิ์ VCD และ DVD ภาคภาษาไทย โดยบริษัท ทีไอจีเอ และมีการจัดสร้างเป็นหลังภาคเสริมที่ฉายในโรงภาพยนตร์ โดยเนื้อหาเกิดขึ้นหลังจากที่ฉายทางโทรทัศน์ 2 ปีให้หลังโดยเป็นตอนจบสมบูรณ์ของเรื่องนี้ในฉบับแบบแอนิเมชัน แตสร้างความไม่พอใจให้กับแฟนคลับและผู้เขียนอย่างมาก จึงมีการประกาศสร้างใหม่ในปี ปี พ.ศ. 2553 ทาง TBS ได้รับเสียงเรียกร้องจากแฟนคลับของหนังสือให้รีเมคเรื่องเพื่อให้ตรงกับหนังสือรูปแบบเนื้อเรื่องตรงตามต้นฉบับจากหนังสือการ์ตูน จึงได้มีการเริ่มลงมือรีเมคทำใหม่ตั้งแต่ต้นจนตอนจบของหนังสือการ์ตูนตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2551 จนเริ่มต้นการให้เสียงพากษ์ปลายเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ทีมพากษ์ได้สร้างความประหลาดใจต่อแฟนคลับเป็นอย่างมากโดนนำทีมพากษ์เดิมมาพากษ์ในภาคใหม่นี้โดยมีชื่อว่า ฟูลเมทัลอัลเคมิสต์ บราเธอร์ฮู้ด (Fullmetal Alchemist: Brotherhood)

แขนกลคนแปลธาตุ ยังถูกนำมาทำเป็นวิดีโอเกมสำหรับเครื่องเล่นเพลย์สเตชัน 2 เกมบอยแอดวานซ์ และ นินเทนโด DS และเคยออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวีในรายการไอทีวีการ์ตูนคลับ ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายน พ.ศ. 2548 – ปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. 2549 เวลา 9.00 – 9.30 น. ปัจจุบันออกอากาศทางช่อง ASTV3 Happy Variety Channel ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 17.00-17.30 น. ส่วนภาค บราเธอร์ฮู้ด ได้มีการจัดจำหน่ายโดยบริษัทโรส มีเดีย แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ โดยยังคงใช้นักพากย์ชุดเดิมบางส่วนของบริษัททีไอจีเอ

เนื้อเรื่อง

เอ็ดเวิร์ด และ อัลฟองเซ เอลริค สองพี่น้องตระกูลเอลริค ต้องสูญเสียแม่ที่รักไปอย่างกะทันหันด้วยโรคระบาด ทั้งคู่จึงตัดสินใจใช้วิชาแปรธาตุในการ “ชุบชีวิตมนุษย์” ซึ่งถือเป็นวิชาต้องห้ามของการเล่นแร่แปรธาตุ เพื่อคืนชีวิตให้กับแม่ของตน แต่ด้วยสัจจะของโลกแล้วไม่สามารถสร้างชีวิตขึ้นมากจากความว่างเปล่าได้ เอ็ดและอัลต้องจ่ายค่าผ่านทางในการรับรู้แก่นแท้โดยแลกด้วยร่างกาย เอ็ดจ่ายด้วยขา ส่วนอัลจ่ายด้วยร่างกายทั้งหมด เมื่อกลับขึ้นมากจากประตูสัจจะเอ็ดพบว่าร่างของน้องชายหายไปทั้งหมด จึงจ่ายด้วยแขนและดึงวิญญาณของน้องชายผนึกไว้ในชุดเกราะด้วยตราโลหิต

พันเอก รอย มัสแตง แห่งกองทัพทราบเรื่องเห็นว่าเอ็ดมีฝีมือถึงขนาดสามารถผนึกวิญญาณได้ จึงเสนอให้เอ็ดเข้าเป็น “นักเล่นแร่แปรธาตุของทางการ” เพื่อที่เอ็ดจะได้รับสิทธิต่างๆจากทางการ และเป็นการสะดวกยิ่งขึ้นในการหาวิธีกลับเป็นเหมือนเดิม เอ็ดได้ตอบตกลงเข้านักเล่นแร่แปรธาตุของทางการ ได้ฉายาว่า นักเล่นแร่แปรธาตุเหล็กไหล จากการที่เขาสามารถใช้วิชาแปรธาตุได้โดยไม่ต้องใช้วงแหวนแปรธาตุ และเริ่มออกตามหาศิลานักปราชญ์ เป็นศิลาวิเศษณ์ที่ทำให้สามารถใช้พลังการแปรธาตุที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์การแลกเปลี่ยนที่ทัดเทียม

ฉบับ

มังงะ

แอนิเมชัน

หลังจากประสบความสำเร็จได้รับเลือกทำเป็นเป็นภาพยนตร์นั้นมีเสียงตอบรับที่ดีในตอนแรกเพราะตรงตามบทที่เขียนไว้ในหนังสือแต่หลังจากฉายตอนที่ 22 นั้นกลับมีเสียงวิพากษ์วิจารณฺเป็นอย่างมากจนถึงตอนสุดท้ายได้มีการเรียกร้องให้กลับมาทำใหม่อีกครั้งหลังจาก หนังสือได้จบอย่างสมบูรณ์แล้ว จนประทั้งปลายปี 2552 ได้มีการเริ่มจัดทำใหม่ให้ตรงตามหนังสือและคงตัวละครที่ใช้เสียงพากย์ชุดเดิมทั้งในเสียงญี่ปุ่นและเสียงไทยซึ่งเป็นที่ตอบรับดีมากกว่าการสร้างภาคแรกที่ยังไม่สมบูรณ์อีกด้วย

Fullmetal Alchemist

มีการดัดแปลงตัวละครเกือบทั้งหมดไม่ตรงตามหนังสือและไม่ได้การยอมรับจากแฟนคลับ โดยแฟนคลับบางส่วนได้ออกมาเรียกร้องให้กลับมาทำใหม่ให้ดีเหมือนในเล่มคอมมิคได้เขียนจบเรียบร้อยแล้ว

Fullmetal Alchemist Brotherhood

ภายหลังจากจบ Fullmetal Alchemist ภาคนั้นไปได้มีการกลับมาทำใหม่ ให้เหมือนกับตัว Manga หลังจากเวอร์ชันที่แล้วนั้นได้จบลงในรูปแแบบที่ต่างออกไป และยังไม่แฮปปี้นัก และการนำกลับมาทำใหม่นี้มีเสียงตอบรับที่ดีกว่าและสมบูรณ์แบบกว่าเดิมมาก ไม่ว่าจะเป็นภาพเสียง เอฟเฟคที่เพิ่มเติม และยังมีฉากที่ไม่มีให้เห็นในเวอร์ชันก่อนจำนวนมาก เพื่อเป็นการเพิ่มเติมรายละเอียดที่แฟนๆทุกคนสงสัยและเรียกร้องให้ทำใหม่

Dragonball Z

Standard

250px-Dbz200

ดราก้อนบอล (ญี่ปุ่น: ドラゴンボール Doragon Bōru, ทับศัพท์จาก Dragon Ball ?) เป็นการ์ตูนญี่ปุ่น ผลงานของโทริยาม่า อากิระ ลงพิมพ์ในนิตยสารโชเนนจัมป์ตั้งแต่ พ.ศ. 2527 – พ.ศ. 2538 และรวมเป็นฉบับรวมเล่มได้ 42 เล่ม ในประเทศไทยเคยลงตีพิมพ์ใน ทาเล้นท์ และ ซีโร่ ในช่วงก่อนที่มีลิขสิทธิ์การ์ตูน และหลังจากนั้นได้ตีพิมพ์ในหนังสือการ์ตูนบูม ภายใต้ลิขสิทธิ์ของบริษัท เนชั่น เอ็ดดูเทนเมนท์ จำกัด

เนื้อเรื่องของดราก้อนบอลเกี่ยวกับการผจญภัยของ ซุน โกคู ในการรวบรวมดราก้อนบอลให้ครบ 7 ลูก เพื่อขอพรหนึ่งข้อจากเทพเจ้ามังกร โดยระหว่างการเดินทางโกคูต้องพบกับเพื่อนฝูงและอุปสรรคต่างๆ

ลักษณะการดำเนินเรื่องช่วงแรก น่าจะเอามาจากเรื่องไซอิ๋ว ซึ่งกำหนดให้ซุนโกคู มีชื่อเดียวกับซุนหงอคง ให้มีปิศาจหมู อูลอน ลักษณะคล้าย ตือโป้ยก่าย

ดราก้อนบอลมีสร้างมาหลายภาคทั้งในฉบับมังงะและอะนิเมะ และยังมีการนำไปทำเป็นวิดีโอเกมหลายภาค และภาพยนตร์ ดราก้อนบอล นำแสดงโดย จัสติน แชตวินเอ็มมี รอสซัม และ โจว เหวินฟะ

และในปี พ.ศ. 2552 ดราก้อนบอล ได้ถูกนำมาสร้างใหม่ขึ้นอีกครั้งในชื่อว่า ดราก้อนบอล ไค โดยจะนำเนื้อหาของภาค ดราก้อนบอล Z มาสร้างใหม่ในระบบ High Definition Television (โทรทัศน์ความละเอียดสูง) เนื้อหาจะถูกตัดต่อใหม่ ให้กระชับฉับไวขึ้น เสียงประกอบ และ ดนตรี จะแต่งขึ้นมาใหม่ทั้งหมดให้เหมาะกับยุคนี้ แต่ยังคงใช้นักพากย์เดิม และจะเริ่มออกอากาศในวันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2552เวลา 09.00 น. (ตามเวลาประเทศญี่ปุ่น) ทางช่อง ฟูจิทีวี

เนื้อหา

[ซ่อน]

ความเกี่ยวข้องกับฉบับอะนิเมะ

ในฉบับหนังสือการ์ตูนนั้น ได้ใช้ชื่อ ดราก้อนบอล ตลอดทั้งเรื่อง แต่ฉบับภาพยนตร์การ์ตูนได้ใช้ชื่อแตกต่างกันดังนี้

  • ดราก้อนบอล (ภาคแรก) (Dragon Ball) (ค.ศ.1986-1989) ดำเนินเรื่องตามฉบับหนังสือการ์ตูน นับตั้งแต่เริ่มเรื่องจนถึงการแต่งงานของโกคู
  • ดราก้อนบอล Z (Dragon Ball Z) ดำเนินเรื่องตามฉบับหนังสือการ์ตูนต่อจนจบเล่ม 42 ในภาคจอมมารบู สำหรับภาคแอนิเมชั่น ดราก้อนบอล Z ได้ถูกแบ่ง ออกเป็น 16 sagas
1. Saiyan Saga (ค.ศ.1989) การต่อสู้กับชาวไซย่า
2. Namek Saga (ค.ศ.1990) ตามหา ดราก้อนบอลของชาวนาเม็ก เพื่อชุบชีวิตให้กับพิคโคโล่ หยำฉา เท็นชินฮัง และเจาสึ
3. Ginyu Saga (ค.ศ.1990) ช่วงที่หน่วยรบพิเศษกินิว ปรากฏตัว
4. Frieza Saga (ค.ศ.1991) การต่อสู้สุดมัน กับเจ้าแห่งจักรวาลอย่าง ฟรีสเซอร์
5. Garlic Junior Saga (ค.ศ.1991) การต่อสู้กับ Garlic Junior ปรากฏตัวครั้งแรกใน Dragonball Z The Movie 1 : The Dead Zone แต่ใน แอนิเมชัน มาในช่วงที่ โกคู ยังไม่กลับจากการต่อสู้กับฟรีสเซอร์ และ โกฮังเป็นคนส่ง Garlic Junior กลับไปยัง Dead Zone
6. Trunk Saga (ค.ศ.1991-1992) หนุ่มที่มาจากอนาคต เป็นลูกชายของ เบจิต้า และ บลูม่า มาเพื่อแจ้งข่าวเรื่อง มนุษย์ดัดแปลง แก่พวก โกคู
7. Android Saga (ค.ศ.1992) มนุษย์ดัดแปลง ออกอาละวาดโลกมนุษย์ เพื่อที่ต้องการ ฆ่า ซุน โกคู ตามคำสั่งของ ดร.เกโร่ (หมายเลข 20) มีทั้งหมด 5 ตัว หมายเลข 16 17 18 19 20
8. Imperfect Cell Saga (ค.ศ.1992) มนุษย์ดัดแปลงหมายเลข 21 หรือ เรียกอีกชื่อว่า เซลล์ เซลล์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างโดยคอมพิวเตอร์ของ ดร.เกโร่ เพื่อฆ่า ซุน โกคู เซลล์จะมีร่างสมบูรณ์ได้นั้น ต้องดูดกลืน หมายเลข 17 และ 18
9. Perfect Cell Saga (ค.ศ.1992-1993) ร่างสมบูรณ์ของเซลล์ ได้เสร็จสมบูรณ์จนไม่อาจมีใครต้านทานได้ (เบจิต้า กับ ทรังคซ์)
10.Cell Games Saga (ค.ศ.1993) เป็นสมัยที่เป็นจุดจบของเซลล์ โดยมี ซุน โกฮัง เป็นผู้ทำลาย
11.Great Saiyan Man Saga (ค.ศ.1993) โกฮัง ได้เข้า ร.ร. ที่เมือง ซาตาน ซิตี้ และเป็นผู้พิทักษ์ความยุติธรรม ภายใต้นามว่า เกรท ไซย่า แมน
12.World Tournament Saga (ค.ศ.1993) เป็นสมัยที่ โกคู ซึ่งตายในสมัย Cell Games Saga ได้กลับลงมายังโลกมนุษย์ 1 วัน เพื่อมาประลองศึกชิงเจ้ายุทธภพ
13.Babidi Saga (ค.ศ.1993-1994) พ่อมดลูกชายของพ่อมดบิบิดี้ ผู้สร้างจอมมารบู มีสมุนเอกชื่อ ดาบูร่า บาบีดี้ต้องการปลดผนึกจอมมารบูเพื่อทำลายโลก
14.Majin Buu Saga (ค.ศ.1994) จอมมารบูได้ออกจากไข่ผนึก เพราะการต่อสู้ของ โกคู กับ เบจิต้า ในระดับพลังที่เหนือกว่า ซุเปอร์ไซย่า
15.Fusion Saga (ค.ศ.1994-1995) สมัยที่เกิดการรวมร่าง ให้กำเนิดยอดนักรบ เพื่อปราบจอมมารบู มี 2 คน 1.Gotenks หรือ โกเท็นคูส เกิดจากการ ฟิวชั่นระหว่าง โกเท็น กับ ทรังคซ์ 2. Vegeto หรือ เบจีโต้ เกิดจากการ ใส่ต่างหู โปตาร่า ระหว่าง โกคู กับ เบจิต้า
16.Kid Buu Saga (ค.ศ.1995-1996) เป็นสมัยสุดท้ายของดราก้อนบอล z สมัยนี้เป็นการต่อสู้กับ จอมมารบู ตัวแรกสุดที่พ่อมดบิบิดี้ เป็นคนสร้าง และก็พระเอกของเรา ซุน โกคู เป็นผู้ปราบในที่สุด สถานที่ต่อสู้คือ ดาวมหาเทพ – Supreme Kai’s Planet
  • ดราก้อนบอล GT (Dragon Ball GT) (ค.ศ.1996-1997) ดำเนินเรื่องต่อจากภาค Z แต่เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาสำหรับแอนิเมชันโดยเฉพาะ ไม่เกี่ยวข้องกับฉบับหนังสือการ์ตูน
17.Go Go!! Goku (ค.ศ.2007) เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของโกคู ก่อนที่จะพบกับบลูม่า

ตัวละคร

ดูบทความหลักที่ ตัวละครในดราก้อนบอล

การเล่นคำในชื่อตัวละคร

ชื่อตัวละครในเรื่องดราก้อนบอล มีการนำจากคำศัพท์ทั่วไปในชีวิตประจำวันมาใช้ คือชื่ออาหาร และชื่อเสื้อผ้า โดยคำที่มาจากภาษาญี่ปุ่น ใช้แทนบุคคลในโลก และ คำที่มาจากภาษาอังกฤษ ใช้แทนบุคคลที่มาจากต่างดาว เช่น โกฮัง (Gohan) แปลว่า ข้าว, เบจิต้า (Vegeta/Vegetable) แปลว่า ผัก, ฟรีเซอร (Freeza/Freezer) แปลว่า ช่องแช่แข็ง และ พิคโคโร่ (Piccolo) แปลว่า ขลุ่ยผิว เป็นต้น

โกคู

ดูบทความหลักที่ ซุน โกคู

โกคู (ญี่ปุ่น: 孫悟空 Son Gokū ?) เป็นพระเอกของเรื่องเป็นชาวไซย่าที่เก่งที่สุด มีพ่อชื่อบาร์ดั้ก เขาเป็นชาวไซย่าที่มีอีกชื่อหนึ่งว่า คาคาล็อต แต่ที่ชื่อโกคูเพราะปู่ตั้งชื่อให้ โกคูได้ช่วยปกป้องโลกเอาไว้หลายครั้งแล้วจากการทำลายโลกของฝ่ายร้าย เช่นราดีซ นัปปะ ฟรีซเซอร์ กีนิว มนุษย์แปลง เซล บู โกคูชอบกินข้าวในปริมาณมาก และจะหิวบ่อย เป็นคนที่อารมณ์ดีไม่ชอบทะเลาะ ต่างกับเบจิต้ามาก และโกคูได้ไปเรียนฝึกวิชากับผู้เฒ่าเต่าเป็นลูกศิษย์คนที่ 3 ต่อจาก ปู่ซุนโกฮัง และ ท่านราชาปีศาจวัว หรือ งิวมาโอ

ในภาค Dragon Ball GT โกคูสามารถแปลงร่างเป็นซูเปอร์ไซย่าขั้นที่ 4 ได้ รวมทั้งรวมร่างกับเบจิตาและต่อสู้จนถึงที่สุดกับเทพเจ้ามังกร แต่สุดท้ายโกคูก็พลาดท่าและกลายร่างกลับเป็นเด็ก แต่โกคูก็สามารถปราบกับเทพเจ้ามังกรได้สำเร็จเป็นเพราะว่าเขาใช้พลังบอลเกงกิ ซึ่งขอรับพลังเพิ่มเติมมาจากประชากรทั้งจักรวาล เมื่อเทพมังกรที่ชั่วร้ายได้ตายไป ดราก้อนบอลก็กลายสภาพกลับมาเป็นเหมือนเดิม จากนั้นเทพเจ้ามังกรก็ออกมาโดยที่ไม่ได้มีใครอัญเชิญ เทพมังกรรักษาโกคูให้หาย และกล่าวว่าดราก้อนบอลนั้นถูกใช้บ่อยมากเกินไป ทำให้ไม่สามารถคลายพลังงานด้านลบได้ทัน เทพเจ้ามังกรจึงต้องออกไปจากโลกนี้เป็นเวลา 100 ปี เพื่อไม่ให้ถูกรบกวนอีก ซึ่งโกคูก็ได้ขอพรทั้งสุดท้ายให้ชุบชีวิตผู้คนที่ถูกฆ่าตายไป ซึ่งเทพเจ้ามังกรก็ยินดีทำตาม จากนั้นก็ชวนให้โกคูออกเดินทางไปด้วยกัน โกคูก็กระโดดขี่หลังเทพเจ้ามังกรจากไป โดยระหว่างนั้นก็ขอแวะบ้านผู้เฒ่าเต่าเพื่อบอกลา และไปเยี่ยมพิโคโล่ที่นรกด้วย จากนั้นดราก้อนบอลทั้ง 7 ก็ได้เข้าไปอยู่ในตัวของโกคู

เบจิต้า

เบจิต้า(ญี่ปุ่น: ベジータ; อังกฤษ: Vegeta) หรือ เบจีต้า เป็นเจ้าชายแห่งดาวเบจีต้า เพราะเป็นลูกราชาแห่งดาวเบจีต้า เบจีต้าได้รอดจากการถูกทำลายดาวของเจ้าวาล ฟรีซเซอร์เพราะฟรีซเซอร์ต้องการเก็บไว้ใช้งานเพื่อหวังใช้เป็นกำลังในการครอบครองจักรวาล แต่ด้วยนิสัยที่ยิ่งทรนงในตัวเองสูงจึงได้หักหลังต่อฟรีซเซอร์ในภายหลัง สู้กับโกคูครั้งแรกที่โลก สู้จน แพ้ แพ้ฟรีซเซอร์และตายสุดท้าย ได้เป็นพวกโกคู มีลูกกับ บูลม่า ชื่อ ทรั้งซ์ และลูกสาวอีกคน ในภาค Z ตอนจอมมารบู ได้ถูกเบบี้ เข้าชิงร่าง และต่อสู้กับ โกคู แต่ก็แพ้ต่อร่าง ซูเปอร์ไซย่า 4 ในภาค GT

พิคโกโร่

ดูบทความหลักที่ พิคโกโร่

เกิดมาจากไข่ของราชาปีศาจพิคโกโร่(ผู้เป็นพ่อ)ตอนที่ราชาปีศาจพิโกโร่สู้กับ โกคู เมื่อใกล้จะแพ้ก็ได้คายไข่ออกมา เป็นมาร จูเนียร์ (พิคโกโร่)เมื่อโตขึ้นก็ได้ไปต่อสู้กับ โกคู ที่ศึกชิงเจ้ายุธภพ พิคโกโร่มีชีวิตเดียวกับพระเจ้าหากคนใดคนหนึ่งตายอีกคนก็จะต้องตายด้วย รวมทั้งถ้าพระเจ้าตายดรากอนบอลก็จะหายไปด้วย แต่ต่อมาในภาคของมนุษย์ดัดแปลงหมายเลข 16,17,18 พิคโกโร่ และพระเจ้าได้รวมร่างกันอีกครั้งโดยหวังเพิ่มพลังเพื่อเอาชนะมนุษย์ดัดแปลง พิคโกโร่ เองยังเป็นอาจารย์ผู้สอนวิชาการต่อสู้ให้กับ ซุนโกฮัง ลูกชายของ โงกุน ในวัยเด็กอีกด้วย และในภาค z ก็เป็นอาจารย์สอนฟิวชั่นให้กับโกเท็นลูกชายคนที่สองของโกคู กับทรังคซ์ลูกชายคนแรกของบลูม่ากับเบจิต้า เพื่อเพิ่มพลังไปสู้กับจอมมารบู

ฟรีเซอร์

ดูบทความหลักที่ ฟรีเซอร์

ฟรีเซอร์ (ญี่ปุ่น: フリーザ; อังกฤษ: Freeza) เป็นสัตว์ประหลาดที่ระเบิดดาวเบจิต้าเพราะกลัวว่าจะมีชาวไซย่าที่สามารถแปลงร่างเป็นซุปเปอร์ไซย่ามากำจัดตน เป็นผู้มีความทะเยอทะยานอยากจะเป็นอมตะและครอบครองจักรวาล มีนิสัยชอบสะสมลูกน้องที่เก่งๆ และเป็นหัวหน้าเหล่าวายร้ายที่มีพลังร้ายกาจสุดจะหยั่งถึง ทั้งยังมีความสามารถในการแปลงร่างเพื่อเพิ่มพลังยุทธได้ถึง3ครั้ง เพราะฟรีเซอร์จะต้องการดราก้อนบอลเพื่อเอามาครอบครองจักรวาล แต่สุดท้ายก็ต้องมาพบกับซุนโงกุนที่แปลงร่างเป็นซุปเปอร์ไซย่าจัดการลงที่ดาวนาแมค บ้านเกิดของพิคโกโร่(แต่โงกุนเล่นงานฟรีซเซอร์แค่บาดเจ็บ ไม่ได้จัดการทิ้ง) เมื่อกลับไปพักรักษาตัวจนหายดีก็ได้เดินทางมาที่โลกมนุษย์พร้อมกับพ่อ(ราชาโกลด้า)เพื่อที่จะมาแก้แค้นกับโงกุน แต่โงกุนยังเดินทางไม่ถึงโลก(เพราะยานอวกาศของโงกุนเดินทางช้ากว่า) เมื่อฟรีเซอร์มาถึงเขาก็เริ่มที่จะวางแผนยึดครองดาวโลกพร้อมกับตามหาโงกุน แต่เคราะห์ร้ายที่เขาต้องถูกทรังคซ์จัดการลงพร้อมกับพ่อของเขา

[[1]]

บลูม่า

ดูบทความหลักที่ บลูม่า

เป็นผู้หญิงคนแรกในเรื่องดราก้อนบอล เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดนี้ ลูกสาวเจ้าของบริษัทแคปซูล คอร์ปอเรชั่น และเป็นเพื่อนคนแรกของโงกุน ต้องการรวบรวมดราก้อนบอลจึงสร้างดราก้อนเรดาร์เพื่อค้นหาดราก้อนบอล และไปพบกับโงกุนเข้าในภาคแรก ตอนแรกเธอคิดจะใช้โงกุนเป็นเครืองมือให้หาดราก้อนบอลเจอแต่สุดท้ายพวกเขาก็เป็นเพื่อนกัน เป็นกำลังสำคัญในด้านสมองช่วยประดิษฐ์เครื่องมือต่างๆให้กับเหล่านักสู้เป็นแฟนกับหยำฉา แต่ตอนหลังเลิกกัน และมีลูกกับเบจิต้าชื่อทรังซ์

ดราก้อนบอล ภาคพิเศษต่างๆ[แก้]

สำหรับดราก้อนบอลนั้นมีภาพยนตร์ตอนพิเศษซึ่งเนื้อหานั้นจะเกี่ยวกับตอนของทีวีซีรีส์อยู่บ้างโดยเรียงตามลำดับดังนี้

Dragonball ภาคโรงภาพยนตร์

ญี่ปุ่น: ドラゴンボール 神龍の伝説 | Doragon Bōru Shenron no Densetsu
อังกฤษ: Dragonball: The Legend of Shenlong หรือ Curse of The Blood Rubies
ญี่ปุ่น: ドラゴンボール 魔神城のねむり姫 | Doragon Bōru: Majin-Jō No Nemuri Hime
อังกฤษ: Dragonball: Sleeping Princess in Devil’s Castle
ญี่ปุ่น: ドラゴンボール 魔訶不思議大冒険 | Doragon Bōru: Makafushigi Dai-Bōken
อังกฤษ: Dragonball: Mystical Great Adventure หรือ Mystical Adventure

Dragonball Z ภาคโรงภาพยนตร์

ญี่ปุ่น: ドラゴンボールZ オラの悟飯を返せッ!! | Doragon Bōru Zetto Ora no Gohan o Kaese!!
อังกฤษ: DragonballZ: Return My Gohan!! หรือ The Dead Zone
ญี่ปุ่น: ドラゴンボールZ この世で一番強いヤツ | Doragon Bōru Zetto Kono yo de ichiban tsuyoi yatsu
อังกฤษ: DragonballZ: The World’s Strongest Guy หรือ The World’s Strongest
ญี่ปุ่น: ドラゴンボールZ 地球まるごと超決戦 | Doragon Bōru Zetto Chikyū Marugoto Chōkessen
อังกฤษ: DragonballZ: Super Deciding Battle for the Entire Planet Earth หรือ The Tree of Might
ญี่ปุ่น: ドラゴンボールZ 超サイヤ人だ孫悟空 | Doragon Bōru Zetto Sūpā Saiyajin da Son Gokū
อังกฤษ: DragonballZ: Son Goku the Super Saiyan หรือ Lord Slug
ญี่ปุ่น: ドラゴンボールZ とびっきりの最強対最強 | Doragon Bōru Zetto Tobikkiri no Saikyō tai Saikyō
อังกฤษ: DragonballZ: The Incredible Mightiest vs. Mightiest หรือ Cooler’s Revenge
ญี่ปุ่น: ドラゴンボールZ 激突!!100億パワーの戦士たち | Doragon Bōru Zetto Gekitotsu!! Hyaku-Oku Pawā no Senshi-tachi
อังกฤษ: DragonballZ: Clash!! 100,000,000,000 Powerful Warriors หรือ The Return of Cooler
ญี่ปุ่น: ドラゴンボールZ 極限バトル!!三大超サイヤ人 | Doragon Bōru Zetto Kyokugen Batoru!! San Dai Sūpā Saiyajin
อังกฤษ: DragonballZ: Extreme Battle!! The Three Great Super Saiyans หรือ Super Android 13
ญี่ปุ่น: ドラゴンボールZ 燃えつきろ!!熱戦・烈戦・超激 | Doragon Bōru Zetto Moetsukiro!! Nessen Ressen Chō-Gekisen
อังกฤษ: DragonballZ: Burn Up!! A Close, Intense, Super-Fierce Battle หรือ Broly: The Legendary Super Saiyan
ญี่ปุ่น: ドラゴンボールZ 銀河ギリギリ!!ぶっちぎりの凄い奴 | Doragon Bōru Zetto Ginga Giri-Giri!! Butchigiri no Sugoi Yatsu
อังกฤษ: DragonballZ: The Galaxy at the Brink!! The Super Incredible Guy หรือ Bojack Unbound
ญี่ปุ่น: ドラゴンボールZ 危険なふたり!超戦士はねむれない | Doragon Bōru Zetto Kiken na Futari! Sūpā Senshi wa Nemurenai
อังกฤษ: DragonballZ: The Dangerous Duo! Super-Warriors Can’t Rest หรือ Broly: Second Coming
ญี่ปุ่น: ドラゴンボールZ 超戦士撃破!!勝つのはオレだ | Doragon Bōru Zetto Sūpā Senshi Gekiha!! Katsu No wa Ore da
อังกฤษ: DragonballZ: Super-Warrior Defeat!! I’m the One who’ll Win หรือ Bio-Broly
ญี่ปุ่น: ドラゴンボールZ 復活のフュージョン!!悟空とベジータ | Doragon Bōru Zetto Fukkatsu no Fyūjon!! Gokū to Bejīta
อังกฤษ: DragonballZ: Fusion Reborn!! Goku and Vegeta หรือ Fusion Reborn
ญี่ปุ่น: ドラゴンボールZ 龍拳爆発!!悟空がやらねば誰がやる | Doragon Bōru Zetto Ryū-Ken Bakuhatsu!! Gokū ga Yaraneba Dare ga Yaru
อังกฤษ: DragonballZ: Dragon Fist Explosion!! If Goku Won’t Do It, Who Will? หรือ Wrath of The Dragon

Dragonball ตอนพิเศษ ฉลองครบรอบ 10 ปี

ญี่ปุ่น: ドラゴンボール 最強への道|Doragon Bōru Saikyō e no Michi
อังกฤษ: Dragon Ball: The Path to Ultimate Strength หรือ The Path to Power

Dragonball Z ภาคพิเศษฉบับทีวี

ดราก้อนบอล Z บาร์ดัค นักรบเพียงคนเดียว ฉายเมื่อ พ.ศ. 2533/ค.ศ.1990
ญี่ปุ่น: ドラゴンボールZ たったひとりの最終決戦~フリーザに挑んだZ戦士 孫悟空の父~ | Doragon Bōru Zetto Tatta Hitori no Saishū Kessen~Furīza ni Idonda Zetto Senshi Son Gokū no Chichi
อังกฤษ: DragonballZ: A Lonesome, Final Battle~The Father of the Z Warrior Son Goku, who Challenged Freeza หรือ Bardock: The Father of Goku
ดราก้อนบอล Z ต่อสู้กับความสิ้นหวัง นักรบที่เหลือเพียงคนเดียว ฉายเมื่อ พ.ศ. 2536/ค.ศ.1993
ญี่ปุ่น: ドラゴンボールZ 絶望への反抗!!残された超戦士・悟飯とトランクス | Doragon Bōru Zetto Zetsubō e no Hankō!! Nokosareta Chō-Senshi • Gohan to Torankusu
อังกฤษ: DragonballZ: Resistance to Despair!! The Remaining Super-Warriors, Gohan and Trunks หรือ The History of Trunk
ดราก้อนบอล GT หลักฐานแห่งความกล้า คือดราก้อนบอล 4 ดาว ! ฉายเมื่อ พ.ศ. 2540/ค.ศ.1997
ญี่ปุ่น: 悟空外伝! 勇気の証しは四星球 | Gokū Gaiden! Yūki no Akashi wa Sūshinchū
อังกฤษ: DragonballGT: A Hero’s Legacy

OVA

ญี่ปุ่น: ドラゴンボールZ外伝 サイヤ人絶滅計画|Doragon Bōru Zetto Gaiden Saiyajin Zetsumetsu Keikaku
อังกฤษ: Dragon Ball Z Gaiden: Plan to Eradicate the Saiyans หรือ Plan to Destroy the Saiyans

Dragonball the Movie 2008

  • ดราก้อนบอล พ.ศ. 2551/ค.ศ.2008
ญี่ปุ่น: ドラゴンボール オッス!帰ってきた孫悟空と仲間たち!!|Doragon Bōru Ossu! Kaette Kita Son Gokū to Nakama-tachi!!
อังกฤษ: Dragon Ball: Yo! The Return of Son Goku and Friends!!

กินทามะ

Standard

250px-Gintama

กินทามะ (ญี่ปุ่น: 銀魂 Gintama กินตะมะ, “จิตวิญญาณสีเงิน” ?) เป็นการ์ตูนญี่ปุ่น เขียนโดย ฮิเดะอะกิ โซะระชิ เริ่มลงตีพิมพ์ในนิตยสารโชเน็นจัมป์ ของสำนักพิมพ์ชูเอฉะ ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2546 และลงตีพิมพ์อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ได้รับการจัดพิมพ์เป็นหนังสือการ์ตูนมาแล้ว 42 เล่ม เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับซากาตะ กินโทกิ อดีตซามูไรที่ทำอาชีพรับจ้างอิสระ เพื่อหาเงินมาเลี้ยงชีพในยุคที่ซามูไรตกต่ำเนื่องจากการรุกรานของมนุษย์ต่างดาว เนื้อเรื่องเป็นการผสมผสานระหว่างแนวย้อนยุคและแนววิทยาศาสตร์ ลักษณะแนวเรื่องเป็นแนวตลกและต่อสู้

ออริจินอลวิดีโอแอนิเมชัน (โอวีเอ) ของการ์ตูนกินทามะ ผลิตโดยบริษัทซันไรส์ ได้รับการฉายในงานจัมป์เฟสต้า 2006 อะนิเมะทัวร์ ในปี พ.ศ. 2548 หลังจากนั้นบริษัทซันไรส์ได้นำการ์ตูนกินทามะมาจัดทำเป็นภาพยนตร์การ์ตูนฉายทางช่องทีวีโตเกียว ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2549 ถึงวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553 รวมจำนวนตอนทั้งสิ้น 201 ตอน และได้มีการออกอากาศภาคต่อของภาพยนตร์การ์ตูนกินทามะ โดยใช้ชื่อว่า กินทามะ’ (มีเครื่องหมายอะพอสทรอฟีปรากฏหลังคำว่า กินทามะ) ออกอากาศตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2554 จนถึงปัจจุบัน

ในญี่ปุ่น กินทามะเป็นการ์ตูนที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ติดอันดับใน 10 อันดับแรกของการ์ตูนที่มียอดขายสูงสุด กระแสตอบรับของการ์ตูนกินทามะมีทั้งด้านบวกและด้านลบ ด้านบวกคือความชื่นชอบเนื้อหาที่ตลกขบขันและมีเนื้อเรื่องที่สนุกตื่นเต้น ส่วนกระแสด้านลบคือด้านลายเส้นของการ์ตูน

นอกจากหนังสือและภาพยนตร์การ์ตูนแล้ว ปัจจุบัน กินทามะยังออกมาในรูปของสื่ออื่น ได้แก่ ไลท์โนเวล และวิดีโอเกมส์อีกด้วย รวมถึงกูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์จอเงินโดยใช้ชื่อว่า กินทามะ เดอะมูฟวี่ กำเนิดใหม่ดาบเบนิซากุระ ซึ่งได้ออกฉายที่ประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2553

ในประเทศไทย กินทามะได้รับลิขสิทธิ์หนังสือการ์ตูนโดยสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์คอมิกส์ ตีพิมพ์รายสัปดาห์ในนิตยสารการ์ตูนซีคิดส์ และตีพิมพ์เป็นหนังสือการ์ตูนรวมเล่มมาแล้ว 37 เล่ม ส่วนภาพยนตร์การ์ตูนได้รับลิขสิทธิ์โดยบริษัท ทีไอจีเอ มีการวางจำหน่ายทั้งในรูปแบบวีซีดีและดีวีดี ในปัจจุบัน และออกอากาศทางโทรทัศน์ในประเทศไทยที่ช่องการ์ตูนคลับแชนแนล เริ่มออกอากาศครั้งแรกในวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2553 นอกจากนี้ ยังมีการออกอากาศกินทามะภาค 2 ในช่องทรู สปาร์ก โดยใช้ทีมพากย์ที่แตกต่างจากทีมพากย์ของบริษัททีไอจีเอ สำหรับภาพยนตร์ กินทามะ เดอะมูฟวี่ กำเนิดใหม่ดาบเบนิซากุระ ได้มีการซื้อลิขสิทธิ์เพื่อการวางจำหน่ายประเทศไทยโดยบริษัท โรส มีเดีย แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์

เนื้อเรื่อง

Spebtn gintama.gif

เนื้อเรื่องมีฉากในเมืองเอะโดะ (คือโตเกียวในปัจจุบัน เอะโดะเปลี่ยนชื่อเป็นโตเกียวในปี พ.ศ. 2405) ประเทศญี่ปุ่น ในยุคเอโดะ ยุคที่มนุษย์ต่างดาวที่เรียกกันว่า ชาวสวรรค์ ได้มาตั้งรกรากบนโลกมนุษย์ ชาวสวรรค์ได้ออกคำสั่งริบยศถาบรรดาศักดิ์และยึดดาบของซามูไรไป ทำให้ยุครุ่งเรืองของซามูไรได้จบสิ้นลง ชาวสวรรค์ได้มีอำนาจเหนือเอโดะมากยิ่งขึ้น แต่ยังมีคนหนึ่งที่ยังยึดมั่นในจิตวิญญาณของซามูไร เขาชื่อ ซากาตะ กินโทกิ เคยเป็นนักรบซามูไรต่อต้านชาวสวรรค์ ปัจจุบันเปิดร้านรับจ้างสารพัด มีผู้ช่วยคือ ชิมูระ ชินปาจิ หนุ่มแว่นที่ทำงานเพื่อเรียนรู้จิตวิญญาณของซามูไร และคางุระ เด็กหญิงชาวสวรรค์เผ่ายาโตะ ทั้งสามทำงานรับจ้างเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเช่าบ้านและเลี้ยงชีวิตในยุคมืดของซามูไร

นอกจากเรื่องราวการทำงานรับจ้างต่างๆ กินโทกิและลูกน้องยังได้รู้จักกับกลุ่มตำรวจพิเศษติดอาวุธชินเซ็นงุมิ บางครั้งทั้งสองฝ่ายจะทะเลาะกัน บางครั้งจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เรื่องราวของพวกเขายังมีผู้เกี่ยวข้องอีกหลายคน เช่น คาซึระ โคทาโร่ นักรบขับไล่ต่างแดนซึ่งเป็นเพื่อนของกินโทกิและเป็นอาชญากรมีประกาศจับ ซารุโทบิ อายาเมะ นินจาสาวสายตาสั้นที่หลงรักกินโทกิ เป็นต้น ส่วนตัวละครตัวร้ายของเรื่องคือทากาสุงิ ชินสุเกะ หัวหน้ากลุ่มนักรบขับไล่ต่างแดนที่มีชื่อกลุ่มว่ากองทหารอสุรา เขาเป็นนักรบขับไล่ต่างแดนที่มีหัวรุนแรงกว่าคาซึระ และต้องการจะทำลายเอโดะให้ราบคาบ

ตัวละคร

ดูตัวละครทั้งหมดได้ที่ ตัวละครในกินทามะ

ตัวละครส่วนใหญ่ในการ์ตูนกินทามะได้ต้นแบบจากบุคคลในประวัติศาสตร์จริง โดยเฉพาะตัวละครในกลุ่มชินเซ็นงุมิที่ได้ต้นแบบจากกองกำลังชินเซ็นงุมิในประวัติศาสตร์จริง

ร้านรับจ้างสารพัดกินจัง

ตัวละครหลักในการ์ตูนเรื่องกินทามะ เป็นนักรับจ้างสารพัดที่รับจ้างทำทุกอย่าง เพื่อนำเงินค่าจ้างจากการทำงานมาจ่ายค่าเช่าร้าน ประกอบด้วยสมาชิก 3 คน (และ 1 ตัว) ได้แก่

ซากาตะ กินโทกิ

ตัวละครเอกของเรื่อง เป็นเจ้าของร้านรับจ้างสารพัด และในอดีตเคยเป็นสมาชิกของกลุ่มนักรบขับไล่ต่างแดน ซึ่งเป็นซามูไรที่ต่อสู้เพื่อขับไล่ชาวสวรรค์ออกจากเอโดะ แต่เมื่อเพื่อนเกือบทุกคนตายลง ก็ได้รู้ว่าไม่สามารถปกป้องทุกสิ่งได้ มีผมสีเงิน เป็นคนหน้าเหมือนปลาตาย (หน้านิ่งและดูไร้อารมณ์) เป็นคนกวนๆและถ้าไม่กินของหวานจะไม่มีเรี่ยวแรง (ของโปรดคือพาเฟ่ต์) เป็นคู่กัดกับฮิจิคาตะ โทชิโร่ และชินเซ็นงุมิโดยเฉพาะโอคิตะ โซโกะมักจะเรียกเขาว่า “ลูกพี่”

ชิมูระ ชินปาจิ

ลูกชายของเจ้าของโรงฝึกดาบที่ปิดตัวลงเพราะบัญญัติการห้ามใช้ดาบ แล้วต่อมาได้เห็นจิตวิญญาณในตัวกินโทกิ จึงได้มาทำงานเป็นลูกจ้างของกินโทกิ ใส่แว่นจนเป็นจุดเด่น แต่ก็บทไม่เด่นนัก มักจะเป็นคนตบมุข

คางุระ

เด็กหญิงชาวสวรรค์ผมสีส้ม ชนเผ่ายาโตะที่เดินทางมาที่โลกเพื่อหางานทำ แล้วจึงมาเป็นลูกจ้างอีกคนของกินโทกิ ชอบแต่งกายคล้ายคนจีน และมีกำลังมหาศาล ชอบพูดลงท้ายว่า “น่อ” โดนเรียกว่า “ยัยเด็กสาหร่ายดอง”อยู่เรื่อยๆ

ซาดะฮารุ

เป็นสุนัขตัวใหญ่สีขาว ความจริงเป็นอินุงามิ (สุนัขเทพ) เป็นผู้เฝ้าทวารมังกรในเอโดะ แต่เมื่อชาวสวรรค์รุกราน จึงได้นำทวารมังกรมาเป็นพลังงานให้ท่าเรือ ทำให้อินุงามิไม่มีประโยชน์อีกต่อไป เลยโดนมิโกะผู้เลี้ยงดู (อาเนะ และ โมเนะ) มาทิ้งให้ร้านรับจ้างสารพัดเลี้ยงดู จะคืนร่างจริงก็ต่อเมื่อกินเลือดของแพะ (นมสด) และผลไม้สีแดง (สตรอว์เบอร์รี)

กองตำรวจติดอาวุธ ชินเซ็นงุมิ

นักรับจ้างสารพัดทั้งสาม บางครั้งต้องมาเกี่ยวข้องกับกลุ่มชินเซ็นงุมิ ซึ่งเป็นกองกำลังตำรวจพิเศษติดอาวุธ มีสมาชิกหลักๆได้แก่

คอนโด้ อิซาโอะ

หัวหน้ากลุ่มชินเซ็นงุมิ มีหน้าตาไม่ค่อยดีและมักถูกล้อว่าเป็นกอริลลาเป็นคนที่เห็นแต่ข้อดีของผู้อื่น ชอบโอทาเอะและทำตัวเป็นสตอล์กเกอร์ (โรคจิตชอบติดตาม) เคยเป็นหัวหน้าโรงฝึก

ฮิจิคาตะ โทชิโร่

รองหัวหน้ากลุ่มชินเซ็นงุมิ เป็นคนที่ชอบรับประทานมายองเนส (มายองเลอร์) ฉะนั้นถึงหน้าตาดีแต่เมื่อสาวๆ เห็นกินมายองเนสเข้าก็คายของเก่าทุกราย (ยกเว้น คุริโกะ ลูกสาวของป๋ามัตสึไดระ , มิตสึบะ พื่สาวของโซโกะ)

โอคิตะ โซโกะ

หัวหน้าหน่วยที่ 1 แห่งกลุ่มและนักดาบอันดับหนึ่งแห่งชินเซ็นงุมิ ภายนอกมีนิสัยคล้ายเด็กๆ แต่แท้จริงแล้วชอบความรุนแรง (ประเภทS) หมายตาตำแหน่งรองหัวหน้า พยายามแกล้งฮิิจิคาตะอยู่่บ่อยๆ

ยามาซากิ ซางารุ

หน่วยสอดแนมของทางชินเซ็นงุมิ เวลาไปสอดแนมมักจะกินอันปังอยู่เสมอชอบเล่นแบดมินตัน เป็นพวกบทจืดคล้ายๆ ชินปาจิ ใช้ไม้แบดมินตันเป็นอาวุธแทนดาบ

มัตสึไดระ คาทาคุริโกะ

เจ้ากรมตำรวจ เป็นคนเก็บคอนโด้มาเลี้ยง ห่วงลูกสาวมาก ใส่แว่นกันแดดตลอดเวลา แต่ก็เป็นคนที่โหดมากๆ

ลักษณะการดำเนินเรื่อง

ลักษณะการดำเนินเรื่องหลักคือการใช้มุกตลกในการดำเนินเรื่อง ต่อมาเมื่อฮิเดอากิเขียนการ์ตูนกินทามะเป็นปีที่สอง เขาเริ่มใส่ความเป็นดรามาลงในการ์ตูนกินทามะ โดยคงความเป็นการ์ตูนตลกไว้ มุกตลกส่วนมากในเรื่องมีลักษณะล้อเลียนวัฒนธรรม ตัวละครหรือล้อเลียนการ์ตูนเรื่องอื่น

เนื้อเรื่องของกินทามะส่วนใหญ่จะจบในตอน แต่ก็มีเนื้อเรื่องบางช่วงจะมีเรื่องราวต่อเนื่องไปหลายตอน ซึ่งมักจะเน้นความเป็นดราม่าและแอ็กชัน เช่น ภาคการกำเนิดดาบเบนิซากุระ ซึ่งมีความยาวตั้งแต่เล่มที่ 11 ไปจนถึงเกือบครึ่งเล่ม 12 เลยทีเดียว ซึ่งภาคนี้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์กินทามะเรื่องแรกในชื่อ GINTAMA The Movie: Shinyaku benizakura Hen (ญี่ปุ่น: 劇場版 銀魂 新訳紅桜篇 เงะคิโจบัง งิงทะมะ ชิงยะคุเบะนิซะคุระเฮ็ง, ภาพยนตร์จอเงิน กินทามะ บทเบนิซากุระ โฉมใหม่ ?) โดยมีตัวละครใหม่เพิ่มขึ้นมา และยังได้สอดแทรกอดีตของพวกกินโทกิในสมัยเด็กไว้เล็กน้อยด้วย

ประวัติการสร้าง

ฮิเดอากิ โซราจิ นักเขียนการ์ตูนผู้เขียนเรื่องกินทามะ ได้ความคิดเรื่องกินทามะ จากคำแนะนำของบรรณาธิการให้เขียนการ์ตูนเกี่ยวกับชินเซ็นงุมิ เขาจึงมีความคิดที่จะเขียนการ์ตูนแนวผสมผสานระหว่างแนวญี่ปุ่นย้อนยุคกับแนวนิยายวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็คือเรื่องกินทามะในเวลาต่อมา

รายชื่อตอน

ดูบทความหลักที่ รายชื่อตอนในกินทามะ (มังงะ) และ รายชื่อตอนในกินทามะ (อะนิเมะ)

ชื่อตอนของกินทามะจะมีลักษณะพิเศษคือ มีชื่อตอนทีมีความยาวมาก มีลักษณะคล้าย ๆ สุภาษิต และดูเหมือนไม่มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องในบางตอน แต่จริง ๆ แล้ว ชื่อตอนมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์บางส่วนในตอนนั้น ๆ แต่อาจจะเป็นส่วนที่สั้น ๆ หรือไม่ค่อยมีความสำคัญ

รูปแบบต่าง ๆ

หนังสือการ์ตูน

หนังสือการ์ตูนกินทามะเล่มที่ 1 ตีพิมพ์โดยสำนักพิมม์ชูเอฉะ

การ์ตูนเรื่องกินทามะเริ่มลงตีพิมพ์ในนิตยสารโชเน็นจัมป์ ของสำนักพิมพ์ชูเอฉะ ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2546[1] จนถึงปัจจุบัน มีจำนวนตอนมากกว่า 200 ตอน และตีพิมพ์ฉบับรวมเล่มตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2547[2]จนถึงปัจจุบัน ออกมาถึงเล่มที่ 41[3] นอกจากนี้ สำนักพิมพ์ชูเอฉะยังลงกินทามะลงตอนแรกในหน้าเว็บไซต์ของสำนักพิมพ์ชูเอฉะ[4]

ในอเมริกาเหนือ กินทามะได้รับลิขสิทธิ์โดยสำนักพิมพ์วิซมีเดีย ตีพิมพ์ในนิตยสารโชเน็นจัมป์ระหว่าง เดือนมกราคมถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2550 และตีพิมพ์ฉบับรวมเล่มตั้งแต่วันที่ 3กรกฎาคม พ.ศ. 2550[5] จนถึงปัจจุบัน ออกมาถึงเล่มที่ 20 [6]

ในประเทศไทย กินทามะได้ลิขสิทธิ์โดยสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์คอมิกส์ ตีพิมพ์ลงในนิตยสารการ์ตูนซีคิดส์รายสัปดาห์ และตีพิมพ์ฉบับรวมเล่มตั้งแต่ พ.ศ. 2548[7] จนถึงปัจจุบัน ออกมาถึงเล่มที่ 37[8]

หนังสือการ์ตูนกินทามะที่ตีพิมพ์แล้วในประเทศไทย 39 เล่ม มีชื่อปกบนแต่ละเล่มดังนี้

  1. คนดีมักเป็นคนผมหยักศกตามธรรมชาติ
  2. ความมานะบากบั่นและความดื้อด้านต่างกันเพียงกระดาษกั้น
  3. มาลองคิดดูแล้ว ชีวิตคนเราหลังจากกลายเป็นคุณลุงเนี่ยมันนานกว่าตอนหนุ่มไม่ใช่เรอะ!! น่ากลั๊ว น่ากลัว
  4. คนเป็นพ่อลูกมักเกลียดอะไรเหมือนๆ กัน
  5. ระวังสายพานให้ดี
  6. มีสิ่งที่ดาบฟาดฟันไม่ได้อยู่
  7. เรื่องไร้สาระเนี่ยจำกันแม่นซะจริง
  8. แฟนของลูกสาวต้องเขกซักโป๊ก
  9. ถ้าริจะเที่ยวคาบาเร่ต์อายุจะต้องถึง 20 ขวบก่อนนะ
  10. แมลงตัวเล็กๆ ก็มีจิตวิญญาณเหมือนกัน
  11. อาทิตย์ยังทอแสง
  12. ถ้าเร่งนักก็วิ่งเข้า
  13. ศัตรูเมื่อวาน วันนี้ก็ยังเป็นศัตรูเหมือนเดิม
  14. เมื่อสี่คนเรียงหน้า จะเกิดเชาว์ปัญญามากมาย
  15. รอยยิ้มคือการตกแต่งใบหน้าที่ดีที่สุดของผู้หญิง
  16. ผู้หญิงที่พูดว่าระหว่างฉันกับงานอันไหนสำคัญกว่ากัน ต้องโดนท่าเยอรมันซูเพล็กซ์
  17. ควรเล่นเกมส์แค่วันละหนึ่งชั่วโมง
  18. เหล่าบุรุษทั้งหลายจงเป็นลูกผู้ชายที่ไม่ยอมแพ้
  19. นักวางแผนมักตกหลุมพราง
  20. ก่อนหน้าจะเข้าสู่ช่วงหยุด ฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด
  21. แม้สะโพกจะบิดเบี้ยว แต่ก็จะเดินเป็นเส้นตรง
  22. คนเรามักมีแรงผลักดันอยู่ที่หัวใจเสมอ…
  23. เมื่อถึงที่หมายในการไปเที่ยว มักมีเรื่องให้ทะเลาะกัน
  24. มีบางเรื่องที่แม้นพบกันแล้วก็ไม่อาจจะเข้าใจ…
  25. หนังสือที่ใช้หน้าคู่เยอะๆเนี่ยเหมือนหนังสือการ์ตูนเลยเนอะ
  26. การดื่มเหล้าตอนกลางวันจะได้รสชาติที่แตกต่างไป
  27. สวรรค์ไม่ได้สร้างสรรค์ยอดคน แต่เป็นผู้ประดิษฐ์ทรงผม
  28. ยามเข้าไปในร้านแผงลอยจะพบความกล้าที่แสนบอบบาง
  29. แมงมุมยามราตรีมักไม่น่าอภิรมย์
  30. ความยิ่งใหญ่ของวงหัวนมกับความยิ่งใหญ่ของมนุษย์ถือเป็นความสัมพันธ์ที่ผกผันของซึ่งกันและกัน
  31. การลงคะแนนวัดความนิยมน่ะเรอะ ก็แค่เรื่องไม่เป็นเรื่อง
  32. แมวเถื่อนแห่งคาบุกิโจคือเพลงช้าแต่ก็มีจังหวะหนักแน่น…
  33. ไม่ว่าใครก็อยากแข็งแกร่งและงดงามในหนึ่งเดียว
  34. ในเมืองที่ไร้ขื่อแป มักมีแต่พวกเฮฮาไปวันๆ มารวมตัวกัน
  35. เป็นเกียรติที่ได้พบและรู้จัก
  36. อายุขัยไร้กำหนด
  37. เมื่อหมดช่วงหยุดพักฤดูร้อน เราจะมองเห็นทุกคนเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมานิดหนึ่ง
  38. เรื่องราวในครอบครัวของคุณลุง มักเป็นเรื่องที่ชวนให้เพลียหัวใจ
  39. ถึงจะเป็นงานเฮฮาส่งท้ายปี แต่ก็ไม่ควรเฮมากเดี๋ยวจะฮาไม่ออก

การนำเสนอเนื้อหาข้ามเรื่อง[แก้]

หน้าปกนิตยสารโชเน็นจัมป์รายสัปดาห์ ฉบับที่ 18/2011 แจ้งการตีพิมพ์การ์ตูนข้ามเรื่อง (Crossover) ชุด “กินทามะ” และ “สเก็ต ดานซ์

การ์ตูนชุด กินทามะ ได้มีการตีพิมพ์ตอนพิเศษซึ่งมีเนื้อหาข้ามเรื่อง (Crossover) กับการ์ตูนชุด “สเก็ต ดานซ์” ในโชเน็นจัมป์ฉบับที่ 18/2011 ประจำวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2554 เพื่อการประชาสัมพันธ์แอนิเมชั่นชุดใหม่ของกินทามะ และแอนิเมชั่นชุดแรกของเรื่องสเก็ต ดานซ์ ซึ่งเริ่มฉายเมื่อต้นเดือนเมษายนปีเดียวกัน โดยการ์ตูนข้ามเรื่องของกินทามะและสเก็ต ดานซ์ แบ่งออกเป็นสองตอน คือ สเก็ต ดานซ์ ตอนที่ 180 “กินทามะ x สเก็ต ดานซ์” (นับลำดับตอนต่อเนื่องกับการ์ตูนในชุดของตัวเอง) และกินทามะตอนพิเศษ “สเก็ต ดานซ์ x กินทามะ” โดยมีผู้เขียนเรื่องต้นฉบับของแต่ละเรื่อง (เคนตะ ชิโนฮาระ จากเรื่องสเก็ต ดานซ์ และฮิเดอากิ โซราจิ จากเรื่องกินทามะ) รับผิดชอบในเนื้อหาการ์ตูนชุดของตนเอง [9]

เนื้อหาของการ์ตูนข้ามเรื่องชุดนี้เริ่มขึ้นในการ์ตูนชุดสเก็ต ดานซ์ ตอนที่ 180 “กินทามะ x สเก็ต ดานซ์” โดยที่ตัวละครหลักของเรื่องกินทามะ (กินโทกิ, คางุระ, ชินปาจิ) ได้ข้ามมิติด้วยเครื่องย้ายมวลสารมายังห้องของชมรมสเก็ตดานซ์และได้พบกับสามตัวละครเอกของเรื่องดังกล่าว (บอสเซน, ฮิเมโกะ, สวิชต์) และจบลงด้วยเหล่าตัวละครเอกของทั้งสองเรื่องถูกเครื่องย้ายมวลสารดึงมาสู่มิติของเรื่องกินทามะ และต่อด้วยเรื่องกินทามะตอนพิเศษ “สเก็ต ดานซ์ x กินทามะ” ซึ่งกล่าวถึงการแข่งขันชิงความเป็นสุดยอดร้านรับจ้างสารพัดระหว่างทีมกินทามะกับทีมสเก็ต ดานซ์ โดยใช้ฉากที่คล้ายกับโลกในเรื่อง “วันพีซ x โทริโกะ” ซึ่งเป็นการ์ตูนข้ามเรื่องอีกชุดหนึ่งของโชเน็นจัมป์ ที่ตีพิมพ์ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน

อนึ่ง หลังจากได้มีการออกอากาศแอนิเมชั่นของการ์ตูนชุดกินทามะและสเก็ต ดานซ์ได้ 6 เดือน ได้มีการประกาศทำแอนิเมชั่นเนื้อหาข้ามเรื่องของทั้งสองเรื่องเป็นการเฉพาะ โดยมีกำหนดการออกอากาศในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายน พ.ศ. 2554 ทั้งนี้จะเริ่มออกอากาศในตอน “สเก็ต ดานซ์ x กินทามะ” ในวันจันทร์ที่ 26 กันยายน และออกอากาศตอน “กินทามะ x สเก็ต ดานซ์” ในวันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน สตูดิโอที่รับผิดชอบการผลิดแอนิเมชั่นชุดนี้คือซันไรส์ (“สเก็ต ดานซ์ x กินทามะ”) และทัตซึโนะโกะ โปรดัคชั่น (“กินทามะ x สเก็ต ดานซ์”) ซึ่งเป็นสตูดิโอที่รับผิดชอบแอนิเมชั่นชุดกินทามะและสเก็ต ดานซ์ ตามลำดับ[10]

โอวีเอ[แก้]

ออริจินอลวิดีโอแอนิเมชัน (โอวีเอ) ของการ์ตูนกินทามะ ผลิตโดยบริษัทซันไรส์ โอวีเอตอนแรก ใช้ชื่อตอนเดียวกับชื่อเรื่อง ได้รับการฉายในงานจัมป์เฟสต้า 2006 โอวีเอตอนที่สองใช้ชื่อว่า “ชิโระยะฉะ โคทัน” (ญี่ปุ่น: 白夜叉降誕 Shiroyasha Kotan, “กำเนิดปีศาจขาว” ?) ได้รับการฉายในงานจัมป์เฟสต้า 2008 ดีวีดีของโอวีเอทั้งสองตอน ใช้ชื่อว่า Gintama Jump Anime Tour 2008 & 2005 ผลิตและจัดจำหน่ายโดยบริษัทอะนิเพล๊กซ์ในวันที่30 กันยายน พ.ศ. 2552 [11]

ภาพยนตร์การ์ตูนโทรทัศน์

กินทามะ

ภาพยนตร์การ์ตูนโทรทัศน์เรื่อง กินทามะ ผลิตโดยบริษัทซันไรส์ 99 ตอนแรกกำกับโดยชินจิ ทากามาสึ ตอนที่ 100 ถึง 105 กำกับร่วมกันโดยชินจิ ทากามาสึและโยอิจิ ฟูจิตะ ตั้งแต่ตอนที่ 106 เป็นต้นไปกำกับโดยโยอิจิ ฟูจิตะ [12] ออกอากาศทางทีวีโตเกียวตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2549 ถึง วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553

ในประเทศญี่ปุ่น บริษัทอะนิเพล๊กซ์ได้จำหน่ายดีวีดีภาพยนตร์การ์ตูนกินทามะตามลำดับเวลาดังนี้

ส่วนในประเทศไทย บริษัททีไอทีเอ ได้ถือลิขสิทธิ์ภาพยนตร์การ์ตูนกินทามะภาคแรกและภาคสอง [18] และวางจำหน่ายภาพยนตร์กินทามะภาคแรกในรูปแบบวีซีดี 25 แผ่น[19]และ ดีวีดี 12 แผ่น[20] แต่อย่างไรก็ตามในภาค 2 ลิขสิทธิ์เป็นของบริษัทไรท์บิยอนด์ โดยปรับเปลี่ยนทีมพากย์ทั้งหมด

ในปัจจุบัน กินทามะออกอากาศทางโทรทัศน์ในประเทศไทยที่ช่องการ์ตูนคลับแชนแนล เริ่มออกอากาศครั้งแรกในวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2553 จนถึงปัจจุบัน และมีการออกอากาศกินทามะภาค 2 ทางช่องทรู สปาร์ค

โยรินุกิ กินทามะ-ซัง

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในภาษาญี่ปุ่นที่ ja:よりぬき銀魂さん

หลังจบแอนิเมชั่นชุดกินทามะ ภาค 4 สถานีโทรทัศน์ทีวีโตเกียวได้ออกอากาศภาพยนตร์แอนิเมชั่นทางโทรทัศน์ชุด “โยรินุกิ กินทามะ-ซัง” (ญี่ปุ่น: よりぬき銀魂さん Yorinuki Gintama-san, “รวมตอนที่ดีที่สุดของกินทามะ” ?) ซึ่งเป็นการคัดเลือกตอนเก่าๆ ของแอนิเมชั่นชุดกินทามะจากทั้งสี่ภาคมาออกอากาศซ้ำในระบบโทรทัศน์รายละเอียดสูง (HDTV) โดยชื่อของรายการนี้ถูกตั้งขึ้นเพื่อล้อเลียนการออกอากาศซ้ำของแอนิเมชั่นชุด “ซาซาเอะซัง[21] แอนิเมชั่นชุดนี้มีจำนวน 51 ตอน ออกอากาศตั้งแต่วันที่ 5 เมษายนพ.ศ. 2553 จนถึงวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2554

ทั้งนี้ นอกจากการปรับปรุงระบบการออกอากาศจาก 4:3 มาเป็น 16:9 แล้ว ได้มีการเพิ่มเพลงเปิดและเพลงปิดรายการขึ้นใหม่อย่างละ 4 เพลง ดังรายชื่อต่อไปนี้

เพลงเปิดรายการ
  1. “บะคุจิ แดนเซอร์” (ญี่ปุ่น: バクチ・ダンサー Bakuchi Dansā, “Bakuchi Dancer” ?) โดย Does (ตอนที่ 1-9)
  2. “คะเซะ โน โงะโทะคุ” (ญี่ปุ่น: 風のごとく, “Kaze no Gotoku” ?) โดย โจ อิโนะอุเอะ (ตอนที่ 10-26) [22]
  3. “คะโนเซ เกิร์ล” (ญี่ปุ่น: 可能性ガール Kanōsei Gāru, “Kanōsei Girl” ?) โดย คุริยะมะ จิอะกิ (ตอนที่ 27-39)
  4. “คาโทะเนียโงะ” (ญี่ปุ่น: カートニアゴ ?) โดย FILP (ตอนที่ 40-51)
เพลงปิดรายการ
  1. “โบะคุทะจิ โนะ คิเซ็ทซึ” (ญี่ปุ่น: 僕たちの季節, “Bokutachi no Kisetsu” ?) โดย Does (ตอนที่ 1-9)
  2. “เวฟ” (อังกฤษ: “WAVE”) โดย Vijandeux (ตอนที่ 10-26)
  3. “อินมายไลฟ์” (อังกฤษ: “IN MY LIFE”) โดย Azu (ตอนที่ 27-39)
  4. “ซะกุระเนะ” (ญี่ปุ่น: 桜音, “Sakurane” ?) โดย Piko (ตอนที่ 40-51)

กินทามะ'[แก้]

ดูบทความหลักที่ รายชื่อตอนในกินทามะ’

ในช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2553 ซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายของการออกอากาศแอนิเมชั่นชุดกินทามะ ภาค 4 โยอิจิ ฟูจิตะ ผู้กำกับแอนิเมชั่นชุดนี้ได้กล่าวว่าแอนิเมชั่นชุดนี้จะออกอากาศต่อเมื่อทีมงานผลิตรายการสามารถรวมรวบวัตถุดิบสำหรับการทำแอนิเมชั่นได้เพียงพอ ส่วนชินจิ ทากามัตสึ ซึ่งเป็นผู้ดูแลรายการ ได้กล่าวย้ำว่า แอนิเมชั่นทางโทรทัศน์ชุดนี้ยังไม่จบ และจะกลับมาออกอากาศอีกครั้งอย่างแน่นอน[23] ต่อมาสำนักพิมพ์ชูเอฉะ ได้ประกาศในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2553 ว่า แอนิเมชั่นชุดใหม่ของเรื่องนี้จะกลับมาแพร่ภาพในเดือนเมษายน พ.ศ. 2554[24]

เมื่อจบการออกอากาศแอนิเมชั่นชุด “โยรินุกิ กินทามะ-ซัง” ในวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2554 แล้ว ในสัปดาห์ถัดมา ซึ่งตรงกับวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2554 สถานีโทรทัศน์ทีวีโตเกียวจึงเริ่มการแพร่ภาพแอนิเมชั่นเรื่องกินทามะชุดใหม่ ภายใต้ชื่อ กินทามะ’ (ญี่ปุ่น:銀魂’ Gintama’ ? มีการเพิ่มเครื่องหมายอะพอสทรอฟีไว้หลังชื่อ) ซึ่งเป็นแอนิเมชั่นเรื่องกินทามะชุดล่าสุดที่กำลังออกอากาศในขณะนี้[25] ทีมงานในการผลิตยังคงใช้ทีมงานชุดเดียวกันกับใน 4 ภาคก่อนหน้า โดยมีโยอิจิ ฟูจิตะ เป็นผู้กำกับรายการ[26] สำหรับดีวีดีชุดแรกจากแอนิเมชั่นชุดนี้จะเริ่มจัดจัดจำหน่ายในวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554[27]

ภาพยนตร์จอเงิน

ดูบทความหลักที่ กินทามะ เดอะมูฟวี่ กำเนิดใหม่ดาบเบนิซากุระ

ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2552 บริษัท วอร์เนอร์บราเธอร์สได้จดทะเบียนโดเมนอินเทอร์เน็ต “Gintama-movie.com” โดยที่ยังไม่ยืนยันว่ากินทามะจะถูกดัดแปลงไปเป็นภาพยนตร์ [28]

ในนิตยสารโชเน็นจัมป์ฉบับที่ 48 ของปี พ.ศ. 2552 ได้ลงข่าวยืนยันว่ากินทามะจะถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์จอเงิน โดยทิ้งคำโปรยไว้ว่า “Wasshoi Matsuri!!” [29] ซึ่งออกฉายวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2553 โดยใช้ชื่อว่า Gintama: Shinyaku Benizakura-Hen(ญี่ปุ่น: 劇場版 銀魂 新訳紅桜篇 เงะคิโจบัง งิงทะมะ ชิงยะคุเบะนิซะกุระเฮ็ง, ภาพยนตร์จอเงิน กินทามะ บทเบนิซากุระ โฉมใหม่ ?) ตัวภาพยนตร์เป็นการดัดแปลงจากเนื้อเรื่องกินทามะในภาคเบนิซากุระ ซึ่งเป็นเหตุการณ์เมื่อคาซึระถูกคนของกองทหารอสุราลอบทำร้าย เหล่านักรับจ้างสารพัดจึงออกสืบหาต้นตอของเรื่องราวทั้งหมด [30] [31]

วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554 บริษัท โรส มีเดีย แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ได้ประกาศเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ภาพยนตร์การ์ตูน Gintama: Shinyaku Bennisakura-hen บนเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ของบริษัท โรส มีเดีย แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ [32] และจะออกวางจำหน่ายในวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ทั้งในรูปแบบดีวีดีและวีซีดี ในชื่อเรื่องว่า กินทามะ เดอะมูฟวี่ กำเนิดใหม่ดาบเบนิซากุระ

ซีดีซาวน์แทร็ก

ดนตรีประกอบภาพยนตร์การ์ตูนกินทามะ ประพันธ์โดย เออิจิ คามางาตะ ในวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2549 ได้มีการจำหน่ายซีดีเซาด์แทร็กของภาพยนตร์การ์ตูนกินทามะ ประกอบด้วยเซาวน์แทร็กจำนวน 32 เพลง รวมไปถึงเพลงเปิดเพลงแรก และเพลงปิดสองเพลงแรก [33]

ซีดีซาวน์แทร็กลำดับที่ 2 วางจำหน่ายในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ประกอบด้วยซาวน์แทร็กจำนวน 40 เพลง[34] ส่วนซีดีซาวน์แทร็กลำดับที่ 3 ที่เป็นลำดับล่าสุด วางจำหน่ายในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ประกอบด้วยซาวน์แทร็กจำนวน 28 เพลง[35]

ไลท์โนเวล

ไลท์โนเวลกินทามะเล่มที่ 1

ไลท์โนเวล ที่มีตัวละครเป็นตัวการ์ตูนจาก กินทามะ เรื่องโดยโทโมฮิโตะ โอวากิ ภาพโดยฮิเดอากิ โซราจิ และตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ชูเอฉะ ฉากของเรื่องเป็นโรงเรียน โดยกินโทกิรับบทอาจารย์ โดยใช้ชื่อว่า อาจารย์กินปาจิและตัวละครอื่น ๆ ส่วนใหญ่รับบทนักเรียนในโรงเรียน และเนื้อเรื่องตีพิมพ์ในนิตยสาร จัมป์สแควร์ ใช้ชื่อเรื่องว่า 3 เน็น Z กุมิ กินปาจิเซ็นเซย์ (ญี่ปุ่น: 3年Z組銀八先生 3-Nen Z-Gumi GinPachi-sensei, “ปี 3 ห้อง Z อาจารย์กินปาจิ” ?) ไลท์โนเวลเล่มแรกตีพิมพ์ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 และตีพิมพ์ถึงเล่มที่ 5 ในวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2554[36][37]

วิดีโอเกม

  • เกมเพลย์สเตชัน 2 Gintama: Together with Gin! My Kabuki District Journal (ญี่ปุ่น: 銀魂 銀さんと一緒!ボクのかぶき町日記 Gintama Gin-san to Issho! Boku no Kabuki-cho Nikki ?) ออกจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2550
  • เกมวี Gintama: General Store Tube:Tsukkomi-able Cartoon (ญี่ปุ่น: 銀魂 万事屋ちゅ〜ぶ ツッコマブル動画 Gintama Yorozuya Chūbu Tsukkomaburu Dōga ?) ออกจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 25 ตุลาคมพ.ศ. 2550 [38][39]
  • เกมนินเทนโดดีเอส Gintama: Silver Ball Quest: Gin’s Job-Change to Save the World (ญี่ปุ่น: 銀魂 銀玉くえすと 銀さんが転職したり世界を救ったり Gintama Gintama Kuesuto Gin-san ga Tenshoku-shitari Sekai o Sukuttari ?) ออกจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2550 [40]
  • เกมนินเทนโดดีเอสของกินทามะยังมีอีก 2 เกม ได้แก่ Gintama Dee-Ess: Odd Jobs Grand Riot! (ญี่ปุ่น: 銀魂でぃ〜えす・万事屋大騒動! Gintama Dīesu Yorozuya Daisōdō! ?) และ Gintama: Gintoki vs. Hijikata!? The Huge Fight Over Silver Souls in the Kabuki District!! (ญี่ปุ่น: 銀魂 銀時vs土方!? かぶき町銀玉大争奪戦!! Gintama Gintoki vs Hijikata!? Kabuki-cho Gitama Daisōdatsusen!! ?[41][42]

ไกด์บุ๊ค

ปัจจุบันมีการตีพิมพ์ไกด์บุ๊คกินทามะแล้ว 3 เล่ม สำหรับมังงะ 2 เล่ม และอะนิเมะ 1 เล่ม ไกด์บุ๊คสำหรับมังงะเล่มแรก มีชื่อว่า Gintama Official Character Book – Gin Channel (ญี่ปุ่น: 銀魂公式キャラクターブック「銀ちゃんねる!」 ?) ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ชูเอฉะในวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2549 ในตัวหนังสือประกอบด้วยข้อมูลตัวละคร บทสัมภาษณ์ฮิเดอากิ โซราจิ และสติกเกอร์ตัวละคร [43] ไกด์บุ๊คสำหรับมังงะเล่ม 2 มีชื่อว่า Gintama Official Character Book 2 – Fifth Grade (ญี่ปุ่น: 銀魂公式キャラクターブック2 「銀魂五年生」 ?) ตีพิมพ์ในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ซึ่งเป็นเล่มที่เพิ่มข้อมูลของตัวละครใหม่เพิ่มเติมจากเล่มแรก [44] ไกด์บุ๊คสำหรับอะนิเมะมีชื่อว่า Gintama Official Animation Guide “Gayagaya Box” (ญี่ปุ่น:  オフィシャルアニメーションガイド 銀魂あにめガヤガヤ箱 ?) ตีพิมพ์ในวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2551 เนื่องในโอกาสกินทามะออกอากาศถึงตอนที่ 100 มีข้อมูลเกี่ยกวับนักพาย์ผู้พากย์เป็นตัวละครในกินทามะ[45]

เสียงตอบรับ

ในประเทศญี่ปุ่น การ์ตูนเรื่องกินทามะได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ในปี พ.ศ. 2549 [46] หนังสือการ์ตูนกินทามะ 12 เล่มที่ออกวางแผงในปีนั้น ขายได้จำนวนรวมกัน 7,500,000 เล่ม ในปี พ.ศ. 2550 ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 16 ล้านเล่ม ติดอันดับการ์ตูนขายดีของนิตยสารโซเน็นจัมป์ในปี พ.ศ. 2550 [47] ในปี พ.ศ. 2551 ยอดจำหน่ายของการ์ตูนกินทามะเป็น 20 ล้านเล่ม[48]

ส่วนในประเทศไทย ในระยะแรก กระแสตอบรับของการ์ตูนกินทามะเป็นไปในทางลบ เนื่องจากผู้อ่านบางกลุ่มอ่านกินทามะไม่เข้าใจ[7] แต่ด้วยการพัฒนาเนื้อหาของผู้แต่งในระยะต่อมา และการแปลเป็นภาษาไทยที่ได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น จึงทำให้กินทามะกลับมามีความนิยมอย่างท่วมท้นในประเทศไทย โดยเฉพาะการประกาศเรื่องและตัวละครชายดีเด่นในปี2010 ผลการโหวตปรากฏว่า การ์ตูนกินทามะได้อันดับที่สองรองจากK-on! และซากาตะ กินโทกิ ได้รับการโหวตให้เป็นตัวละครชายยอดนิยมแห่งปี